เพิ่มไอคิว ฝึกลูกให้ฉลาดขึ้น
การที่ลูกเป็นคนเก่ง เรียนเก่ง ฉลาด ไหวพริบดี ถือว่าเป็นสุดยอดความปรารถนาของพ่อแม่ ซึ่งความต้องการนี้คุณสามารถสร้างให้ลูกของคุณได้ โดยมีการถกเถียงกันมาแต่โบราณว่าความฉลาดของคนเรามาจากพันธุกรรมหรือการเลี้ยงดู
คนส่วนมากมีความเห็นว่าความฉลาดหรือไอคิวของคนเรานั้นส่วนมากมาจากพันธุกรรม ถ้าพ่อแม่ฉลาดลูกออกมาก็ฉลาดด้วย หลายคนจึงสนับสนุนความคิดเห็นนี้
แต่สมัยนี้พบว่ามันอาจไม่แน่เสมอไป เพราะถ้ามีความแน่นอน 100% จริงแล้ว การศึกษาปลุกปั้นหรือสิ่งแวดล้อมต่อเขาจะหมดความหมายไป การที่เราไปโรงเรียนไปเรียนหนังสือลงทุนส่งลูกไปโรงเรียนดีๆ

ค่าเล่าเรียนแพงๆ ก็ไม่มีผลดีอะไรขึ้นมา ปัจจุบันนี้มีข้อมูลเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆที่แสดงว่า การศึกษาปลุกปั้นหรือสิ่งแวดล้อมมีผลต่อการ “เพิ่มไอคิว” มาก
ริชาร์ด เนสบิตต์ ศาสตราจารย์ทางจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกนได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ เขากล่าวว่าเราสามารถสอนเยาวชนให้ เพิ่มไอคิว ได้โดยการยกย่องความพยายามของเด็กมากกว่าผลลัพธ์ที่ออกมา
สอนให้เด็กรู้จักอดเปรี้ยวไว้กินหวาน จำกัดการด่าว่าเด็กและใช้คำยกย่องเพื่อกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของเขา แม้ว่าการทดสอบไอคิวที่ใช้กันทั่วๆไป จะไม่ได้วัดความฉลาดของคนเราทุกแขนง

แต่เขาพบว่าตัวเลขไอคิวที่แตกต่างกันมีผลต่อชีวิตที่แตกต่างกันคือ คนที่มีไอคิวสูงมักมีความสำเร็จในชีวิตมากกว่าคนไอคิวต่ำ
สมัยก่อนมักจะศึกษาความฉลาดกันในครอบครัวของคนชั้นกลาง จึงทำให้ผลลัพธ์ออกมาว่าไอคิวเป็นผลของพันธุกรรม ส่วนสิ่งแวดล้อมการศึกษาปลูกปั้นในคนชั้นกลางมีผลเต็มที่ไม่แตกต่างกัน จะต่างกันก็แต่พันธุกรรม จึงถูกตีความว่าไอคิวเป็นผลจากพันธุกรรมนั่นเอง
แต่ในการศึกษาใหม่ๆพบว่าในครอบครัวของคนจน ไอคิวส่วนมากไม่ได้ขึ้นอยู่กับพันธุกรรม เนื่องจากทุกคนขาดโอกาสในการศึกษาเล่าเรียนเท่าๆกัน จึงทำให้เห็นชัดว่าไอคิวถูกกดให้ต่ำมากกว่าการที่พันธุกรรมไม่ดี

ได้มีการทดลองเรื่องนี้คือเมื่อเข้าศึกษาในกลุ่มเด็กที่มีฐานะยากจน แต่ถูกนำไปเลี้ยงในครอบครัวชนชั้นกลาง-ระดับสูง พบว่าตัวเลขไอคิวเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 12-18 คะแนน
เช่น เคยมีการศึกษาในฝรั่งเศสพบว่าเด็กที่มาจากครอบครัวยากจนที่อาศัยอยู่ในบ้านคนรวยมีไอคิวเฉลี่ย 107-111 ( ไอคิวปกติ= 100) แต่เด็กยากจนที่ไม่ถูกใครเอาไปเลี้ยงจะมีไอคิวเฉลี่ยแค่ 95
อีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงว่าไอคิวขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม คือ ในปัจจุบันคนเรามีไอคิวสูงกว่าในสมัยก่อนมาก ถ้าย้อนไปปี 1917 ไอคิวเฉลี่ยของคนจะอยู่ที่ 73 และเมื่อเอามาทำข้อสอบ IQ ในยุคปัจจุบัน

ปรากฏว่าคนสมัยนั้นประมาณครึ่งหนึ่งจะมีไอคิวระดับคนปัญญาอ่อนของคนในปัจจุบัน เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันในแง่ของตัวเลขไอคิว
นอกจากนี้การเรียนการสอนที่ดีทำให้ ‘เพิ่มไอคิว’ ได้ เนื่องจากมีการวิจัยศึกษาพบว่า ในช่วงโรงเรียนปิดเทอม ไอคิวเด็กนักเรียนลดลงหรือคงที่โดยเฉพาะในเด็กที่พ่อแม่ตามใจไม่บังคับให้อ่านเขียนเรียนรู้
ซึ่งการเรียนสอนเด็กตั้งแต่เยาว์วัยมีผลดีต่อไอคิวและมีผลต่อบุคคลในระยะยาว
มีโครงการทดลองเอาเด็กที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะปัญญาอ่อนโดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งไม่ได้รับความช่วยเหลือ อีก กลุ่มหนึ่งได้รับการสอนแบบเข้มข้นในสถานเลี้ยงเด็กตั้งแต่อายุ 6 เดือน กระทั่งเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

ปรากฏว่าตอนที่อายุ 5 ขวบ เขาทดสอบไอคิวของเด็กที่ได้รับความช่วยเหลือได้ค่าเฉลี่ย 110 ส่วนคนที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือได้ค่าเฉลี่ยแค่ 83 เท่านั้น
และเมื่อติดตามต่อไปจนถึงวัยรุ่น เด็กที่ไร้การช่วยเหลือมีไอคิวเฉลี่ยต่ำกว่าอีกกลุ่มนึงถึง 10 คะแนน (ฉะนั้นรัฐบาลไทยทำถูกแล้วที่ให้เรียนฟรีตั้งแต่อนุบาล) เยาวชนที่กำลังอยู่ในวัยเรียนจึงควรรู้ว่าไอคิวของเราเพิ่มขึ้นได้ถ้าขยันเรียนมากขึ้น

ถ้าคนที่ยังอยู่ในวัยเลี้ยงลูกรู้จักสร้างสิ่งแวดล้อมให้ลูกก็จะทำให้เขาได้เปรียบคนอื่น มีหลายอย่างที่เขาพบว่าช่วยทำให้เด็กฉลาดขึ้น ดังนี้
- ให้เล่นเกมลับสมอง เช่น การเล่นปริศนาอักษรไขว้ เล่นหมากรุก ทายปัญหา เรียงเลขในเกมซูโดกุ สิ่งเหล่านี้ต้องใช้สมองเหมือนเอาหินลับมีดมารับให้สมองเฉียบคมมากขึ้น

- หัดเล่นดนตรี การเล่นดนตรีมีผลต่อสมองในทางเพิ่มความฉลาด เป็นการพัฒนาสมองส่วนขวา จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยโตรอนโตประเทศแคนาดา นักวิจัยพบว่าการเข้าคอร์สเรียนดนตรีมีผลทำให้ไอคิวเพิ่มขึ้น เรียนมากและเรียนในวัยเยาว์ยิ่งเป็นผลดี
- อยากให้ลูกฉลาดต้องให้กินนมแม่ เพราะน้ำนมแม่นอกจากจะมีภูมิต้านทานโรคแล้วยังเป็นอาหารบำรุงสมองชั้นดี การที่เด็กกินนมแม่อย่างน้อย 9 เดือนจะทำให้เด็กสุขภาพดีกว่าและฉลาดกว่าเด็กที่กินนมแม่แค่ 2 เดือน

- สนับสนุนให้ลูกเล่นกีฬา กีฬาเป็นยาวิเศษทำให้สมองดีขึ้น พบว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างความคิดของเด็กชั้นประถมกับผลการเรียน การเล่นกีฬาในทีมทำให้เด็กมีความมั่นใจในตัวเองเพิ่มขึ้น
มีน้ำใจนักกีฬาและมีความเป็นผู้นำ มีการศึกษาพบว่าผู้บริหารหญิงระดับสูง 81% เคยเล่นกีฬาในทีมสมัยเป็นนักเรียน อย่าลืมว่าการออกกำลังกายทำให้หลอดเลือดสมอง(และทั่วร่างกาย) ไม่ตีบตัน
ทำให้สมองเสื่อมช้าลง มีความฉลาดอยู่ได้นาน ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ควรฝึกลูกเราให้ออกกำลังกายจนเป็นนิสัย
- ให้เด็กเล่นเกมส์บ้าง จากการศึกษาที่มหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์พบว่า Video gameทำให้เด็กมีทักษะในการสังเกตและตีความในสิ่งที่เห็นได้อย่างว่องไว รวดเร็วกว่าคนที่ไม่เคยเล่นเกม

สิ่งสำคัญเกี่ยวกับเรื่องเกมคือต้องควบคุมเวลาในการเล่น อย่าปล่อยให้ลูกเล่นจนกลายเป็นการเสพติดไป
- ลด ละ เลิก อาหารขยะ อาหารกรุบกรอบที่มีเกลือ น้ำตาล ไขมันมาก กินแล้วอร่อยติดใจไม่รู้จักอิ่ม แถมยังชวนให้ซื้อน้ำหวานกินตามเข้าไปด้วย เป็นอาหารที่อันตรายเมื่อกินเข้าไปมากๆ
จะมีผลทำให้ขาดการกินอาหารหลักเพราะจะไปยับยั้งความหิว ทำให้กินอาหารปกติได้น้อย เลยได้สารอาหารไม่ครบถ้วน มีผลเสียต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและสมอง
นอกจากนี้ยังทำให้ขาดสารอาหารบางอย่าง เช่น ธาตุเหล็ก ซึ่งช่วยทำให้ประสาททำงานได้เร็วขึ้น ความคิดอ่านดีขึ้น

- สอนลูกให้มีความอยากรู้อยากเห็น ค้นคว้าหาความรู้ สนับสนุนงานอดิเรกหรือสิ่งที่ลูกสนใจ คุยกับลูกเรื่องกีฬาที่เขาสนใจ สอนทักษะใหม่ๆให้ลูกเช่น หัดให้ลูกประกอบเฟอร์นิเจอร์น็อคดาวน์ ซ่อมจักรยาน พาไปดูงานแสดงสิ่งน่ารู้
- สอนให้ลูกรักการอ่าน การอ่านมีผลต่อการเพิ่มไอคิวอย่างแน่นอน เคยมีการศึกษาพบว่าคนที่รู้ศัพท์มากประสบความสำเร็จในชีวิตการงานมากกว่าคนที่รู้ศัพท์น้อย
คนที่พูดเก่งเพราะอ่านมามากมักถูกมองว่ามีความฉลาดมากกว่าคนที่พูดไม่เก่ง อย่าลืมว่าในการทดสอบไอคิวเอง ก็มีการทดสอบเรื่องภาษาด้วย

- สอนลูกให้กินอาหารเช้าก่อนไปโรงเรียน จากการศึกษาพบว่าคนที่กินอาหารเช้าสามารถเรียนได้ดีกว่า เนื่องจากสมองแจ่มใสกว่าคนที่ไม่กินอาหารเช้าก่อนเข้าเรียน ถ้าอยากให้ลูกเรียนได้ดีต้องพยายามให้ลูกกินอาหารเช้า ถ้ากินมื้อใหญ่ไม่ได้อย่างน้อยก็ต้องกินอะไรบ้าง เช่น นม
อย่าลืมว่าความฉลาดของคนเราเพิ่มพูนได้ และไม่ใช่เกิดมาฉลาดตั้งแต่ในท้อง สิ่งสำคัญคือเราสามารถช่วยเพิ่ม IQ ให้ลูกของเราได้ด้วยวิธีการที่ว่ามา
และการเพิ่มสารสื่อประสาทเช่น choline หรือ acetylcholine ก็จะทำให้การสื่อสารของระบบประสาททำงานได้ดีขึ้น สามารถช่วยเพิ่มความจำและการเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย
บทความที่น่าสนใจ
- เพิ่มไอคิว ให้ฉลาด เรียนเก่งได้ง่ายๆด้วย Flow
- วิธีบำรุงสมอง ด้วยสุดยอดอาหาร 6 อย่าง
- 5 วิธี พิชิตโรคสมองเสื่อม
