มะเร็งตับ คืออะไร
มะเร็งตับ (Liver Cancer) เป็นโรคมะเร็งที่พบเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย โดยมะเร็งตับที่พบบ่อยคือ โรคมะเร็งเซลล์ตับ (Hepatocellular Carcinoma) และโรคมะเร็งท่อน้ำดีตับ (Cholangiocarcinoma)
โดยมะเร็งเซลล์ตับมักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง 3-4 เท่า และมะเร็งท่อน้ำดีมักพบในคนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมักพบบ่อยในคนสูงอายุตั้งแต่ 50-60 ปีขึ้นไป
สาเหตุของโรคมะเร็งตับ

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเกิดมะเร็งตับ ได้แก่ โรคตับแข็งจากทุกๆสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นจากการดื่มสุรา หรือจากสาเหตุที่สำคัญอีกอย่างคือจากไวรัสตับอักเสบทั้งชนิดบีและซี
ดังนั้น โรคมะเร็งตับ สามารถเกิดขึ้นได้จากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ(สามารถถ่ายทอดเชื้อสู่ผู้อื่นได้) โดยกรมควบคุมโรคได้เตือนว่า ไวรัสตับอักเสบเป็นโรคที่พบผู้ติดเชื้อมากที่สุดในประเทศไทย
ซึ่งการเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังจะนำไปสู่อาการตับแข็ง(ผู้ป่วยมักไม่มีอาการ) แต่เชื้อไวรัสจะทำลายตับไปเรื่อยๆจนตับแข็งและท้ายที่สุดก็กลายเป็น มะเร็งตับ
การป้องกันโรคมะเร็งตับ
เนื่องด้วยในประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังประมาณ 2.2-3 ล้านคน ซึ่งพบในคนที่อายุ 30 ปีขึ้นไป จึงเป็นเหตุให้คนที่เกิดก่อนปี พ.ศ.2535 มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งตับ

(credit : งานสารสนเทศทางการแพทย์ โรงพยาบาลมหาวชิราลงกรณ์ธัญบุรี)
จึงควรรับการตรวจคัดกรองโรคไวรัสตับอักเสบบี เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่จะนำไปสู่สภาวะตับอักเสบ ตับแข็งและ มะเร็งตับ ได้ในที่สุด
1) การให้วัคซีน

2) เลี่ยงอาหารก่อมะเร็ง
3) เลื่ยงแอลกอฮอล์
4) ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
สัญญาณของโรคมะเร็งตับ

(credit : งานสารสนเทศทางการแพทย์ โรงพยาบาลมหาวชิราลงกรณ์ธัญบุรี)
1. ปวดท้องด้านขวาตอนบน
2. ตาเหลือง/ตัวเหลือง
3. เบื่ออาหาร
4. แน่นอืดท้อง

5. หายใจหอบเหนื่อย
การวินิจฉัย
ถึงแม้ว่าในปัจจุบันแนวทางการวินิจฉัยและวิธีการรักษา มะเร็งตับ จะก้าวหน้าไปมาก แต่อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยยังสูง และส่วนใหญ่ได้รับการวินิจฉัยครั้งแรกมักอยู่ในระยะท้ายของโรคไปแล้ว
ซี่งการวินิจฉัยโรคมะเร็งตับ จะมีขั้นตอนดังต่อไปนี้
(1) จากการซักประวัติ รวมถึงการเจ็บป่วยในอดีต ประวัติการดื่มสุรา ถิ่นที่อาศัยและการตรวจร่างกาย
(2) การใช้เครื่องมือตรวจพิเศษ เช่น เครื่องอัลตราซาวน์

(3) การตรวจเลือด ค่าสารมะเร็งชนิดที่เซลล์มะเร็งตับสร้างคือ AFP (Alpha-Fettoprotien)
(4) การเจาะเอาชิ้นเนื้อจากก้อนตับ เพื่อวินิจฉัยทางพยาธิวิทยา
การรักษา
เนื่องจากมะเร็งชนิดนี้มีลักษณะการแบ่งตัวเติบโตเร็ว การแพร่กระจายเข้าสู่เส้นเลือด การเกิดก้อนมะเร็งมากกว่าหนึ่งตำแหน่งและมักจะเกิดมะเร็งในตับที่เป็นตับแข็ง ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้การรักษาโรคมะเร็งตับไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร

(credit : งานสารสนเทศทางการแพทย์ โรงพยาบาลมหาวชิราลงกรณ์ธัญบุรี)
แต่ในทางการแพทย์ได้มีการพัฒนาเทคนิคการรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ เพื่อให้ได้ผู้ป่วยได้รับการรักษาและได้ผลลัพธ์จากการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าในอดีต โดยมีวิธีการรักษาดังต่อไปนี้
1. การผ่าตัด (surgical resection)
ถือว่าเป็นวิธีการรักษามะเร็งตับที่สามารถหวังผลให้หายขาด (curative treatment)และให้ผลดีที่สุด แต่ปัญหาคือ มีผู้ป่วยเพียงประมาณร้อยละ 20 เท่านั้นที่อยู่ในสภาพเหมาะสมต่อการผ่าตัดรักษา

และเนื่องจากผู้ป่วยมะเร็งตับส่วนใหญ่จะมาพบแพทย์เมื่อโรคลุกลามมากแล้ว และส่วนใหญ่มักมีอาการตับแข็งร่วมด้วย จึงไม่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดได้ เพราะภาวะตับแข็งทำให้ปริมาณของเนื้อตับที่สามารถผ่าตัดออกได้มีจำกัด
และปริมาณเนื้อตับส่วนที่เหลือหลังการผ่าตัดมีผลต่ออัตราการตายของผู้ป่วย
2. รังสีร่วมรักษา (TACE)
การรักษาด้วยวิธี Transarterial Chemoembolization (TACE) เป็นการรักษาแบบประคับประคองโรคมะเร็งตับที่ใช้บ่อยมากที่สุด ทั้งนี้จะมีภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากการรักษา ได้แก่ การมีไข้ต่ำๆ การติดเชื้อในกระแสเลือด ไตวายเฉียบพลัน ตับวายเฉียบพลัน เป็นต้น
3. การใช้รังสีรักษา

ในอดีตการใช้รังสีรักษาสำหรับมะเร็งตับมีข้อจำกัด เนื่องจากตับเป็นอวัยวะที่ทนรังสีได้น้อยและเทคนิคการฉายรังสียังไม่พัฒนาดีพอ ทำให้รังสีรักษามีบทบาทน้อยในการรักษามะเร็งตับ
แต่ในปัจจุบันการฉายรังสีเฉพาะส่วนของตับโดยการใช้เทคนิคพิเศษได้ให้ผลการตอบสนองอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ และทำให้มีการใช้รังสีรักษาในการบรรเทาอาการเฉพาะที่อันเกิดจากการแพร่กระจายของมะเร็งตับไปยังอวัยวะต่างๆ
4. การใช้ยาเคมีบำบัด

การให้ยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งตับที่ได้คัดกรองแล้วว่าเป็นผู้ป่วยที่มีร่างกายแข็งแรงและการทำงานของตับค่อนข้างดี ก็อาจช่วยลดขนาดก้อนในตับ
ทำให้บรรเทาอาการจากก้อนในตับได้
5. การรักษาแบบประคับประคอง
ผู้ป่วยมะเร็งตับที่ได้รับการรักษาแบบประคับประคอง มักจะเป็นผู้ป่วยหนัก หรือที่เรียกว่า ผู้ป่วยระยะสุดท้าย ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ มีอาการทรุดลงเรื่อยๆและเสียชีวิตในที่สุด

โดยการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายนั้นควรผสมผสานไปกับการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Treatment) ซึ่งเน้นการรักษาตามอาการและเน้นการดูแลโดยคำนึงถึงความต้องการของผู้ป่วยในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย ด้านจิตสังคมและด้านจิตวิญญาณ
ซึ่งการดูแลแบบประคับประคองจะเป็นการรักษาซึ่งเน้นการดูแลที่บ้านของผู้ป่วยมะเร็งตับระยะลุกลาม เพื่อให้ผู้ป่วยได้เสียชีวิตอย่างสงบที่บ้าน (เพราะบ้านมักเป็นสถานที่ที่ผู้ป่วยระยะสุดท้ายปรารถนาจะอยู่มากกว่าที่จะต้องใช้เวลาสุดท้ายของชีวิตในโรงพยาบาล)

ดังนั้นภารกิจที่สำคัญของการรักษาแบบประคับประคองคือ การให้วาระสุดท้ายของผู้ป่วยได้อยู่ในสถานที่ที่ต้องการและให้ผลดีต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในช่วงเวลาที่เหลืออยู่
บทความที่น่าสนใจ
- ไฟโตวี่ลีฟ PHYTOVY LIV ล้างพิษตับและลำไส้
- ชะลอวัย ลดแก่และสุขภาพดีด้วยเอนไซม์ S.O.D
- ไขมันพอกตับ เสี่ยงกับมะเร็ง

