<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ภูมิคุ้มกันร่างกาย &#8211; TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</title>
	<atom:link href="https://www.tisatrendy.com/tag/%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.tisatrendy.com</link>
	<description>รวมทุกเทรนด์เพื่อสุขภาพที่ดีและไลฟ์สไตล์ทันสมัย</description>
	<lastBuildDate>Thu, 11 Sep 2025 05:31:42 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=4.9.7</generator>

<image>
	<url>https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2024/06/cropped-TisaTrendy-Web-Icon-32x32.png</url>
	<title>ภูมิคุ้มกันร่างกาย &#8211; TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</title>
	<link>https://www.tisatrendy.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ภูมิคุ้มกัน..เกราะป้องกันของมนุษย์</title>
		<link>https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99-immunity/</link>
		<pubDate>Tue, 03 Jan 2017 02:30:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[FAQ]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิคุ้มกัน ทำงานสุดเจ๋ง]]></category>
		<category><![CDATA[การสร้างภูมิคุ้มกัน]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิคุ้มกัน]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิคุ้มกันต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิคุ้มกันบกพร่อง]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิคุ้มกันร่างกาย]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบภูมิคุ้มกัน]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีเพิ่มภูมิคุ้มกัน]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารเสริมภูมิคุ้มกัน]]></category>
		<category><![CDATA[เพิ่มภูมิคุ้มกัน]]></category>
		<category><![CDATA[โรคภูมิแพ้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.mlm-idea-be-rich.com/?p=6723</guid>
		<description><![CDATA[<p>ภูมิคุ้มกัน ทำงานสุดเจ๋ง ! เราทุกคนรู้ดีว่าในตัวเราแต่ล [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99-immunity/">ภูมิคุ้มกัน..เกราะป้องกันของมนุษย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com">TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</a>.</p>
]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #993300;"><strong>ภูมิคุ้มกัน ทำงานสุดเจ๋ง !</strong></span></h2>
<p><strong><span style="color: #333300;">เราทุกคนรู้ดีว่าในตัวเราแต่ละคนมีเกราะป้องกันที่เรียกว่า &#8220;ภูมิคุ้มกัน&#8221; อยู่ แต่ทราบไหมว่าระบบภูมิคุ้มกันนั้นทำงานอย่างเป็นระบบและมหัศจรรย์แค่ไหน?</span></strong></p>
<p>สิ่งแวดล้อมรอบตัวเราทั้งภายในและภายนอกร่างกายเต็มไปด้วยจุลินทรีย์ขนาดเล็กที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ส่วนใหญ่จุลินทรีย์เหล่านี้ไม่ใช่เชื้อก่อโรค<span id="more-6723"></span></p>
<p>แต่ก็มีจุลินทรีย์อีกมากมายที่ก่อให้เกิดโรคติดเชื้อหรือที่เรียกว่า<span style="color: #008000;"><strong> &#8220;เชื้อโรค&#8221;</strong></span> และเพื่อป้องกันร่างกายจากเชื้อโรคนี้ ร่างกายของเราจึงมี<strong>ระบบภูมิคุ้มกัน</strong>ที่ทำหน้าที่ต่อสู้กับ<strong>เชื้อโรค</strong>และสิ่งแปลกปลอม ทำให้มี<strong>สุขภาพแข็งแรง</strong> ปลอดภัยจาก<strong>เชื้อโรค</strong>ตัวร้าย</p>
<p><strong>เชื้อโรค</strong>ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น<strong>แบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต</strong> สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านทางผิวหนัง ทางปาก จมูก หรือตา โดยเมื่อ<strong>เชื้อโรค</strong>ได้สัมผัสกับอวัยวะต่างๆข้างต้น</p>
<p>ร่างกายจะมีกลไกช่วย<strong>ป้องกันเชื้อโรค</strong>เหล่านั้นเข้าสู่ร่างกาย เช่น ผิวหนังที่มีความหนาซึ่งยากต่อการชอนไชของเชื้อโรคพร้อมทั้งหลั่งเหงื่อออกมาเพื่อช่วยชะล้างเชื้อโรคออกไปด้วย</p>
<p>ส่วนใน<strong>ระบบทางเดินหายใจ</strong> เช่น หลอดลม จะมีอวัยวะที่เป็นขนเล็กๆ หรือเซลล์พัดโบกที่เรียกว่า<strong> ซีเลีย (Cilia)</strong> คอยดักจับและพัดโบกเชื้อโรค จึงทำให้เรารู้สึกอยากไอหรือจามออกมาทุกครั้งเมื่อมี<strong>เชื้อโรค</strong>เข้าสู่<strong>ระบบทางเดินหายใจ</strong></p>
<p>ขณะที่ในกระเพาะอาหารก็มีการหลั่งกรดที่ช่วยกำจัดเชื้อโรคหากเราพลั้งเผลอรับประทานอาหารที่ไม่สะอาดเข้าไป อย่างไรก็ดีหากโครงสร้างของร่างกายเหล่านี้ผิดปกติไป เช่น ผิวหนังถลอกหรือเกิดแผลเมื่อนั้นเชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายได้โดยง่าย</p>
<p><img class=" wp-image-6735 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2017/01/สร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับร่างกาย.jpg" alt="มาสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับร่างกาย ด้วยอาหารเสริมเพิ่มภูมิคุ้มกัน" width="476" height="346" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/01/สร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับร่างกาย.jpg 649w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/01/สร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับร่างกาย-300x218.jpg 300w" sizes="(max-width: 476px) 100vw, 476px" /></p>
<h3><strong>สัญญานของการอักเสบ</strong></h3>
<p>มนุษย์เรามักตกใจกลัวทุกครั้ง เมื่อสังเกตเห็น<strong>การอักเสบ</strong>เกิดขึ้นในร่างกาย เช่น ผิวหนัง<strong>บวมแดงร้อน</strong>เมื่อเกิดแผล แต่สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณเริ่มต้นที่เกิดการ<strong>กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน</strong>ของร่างกายขึ้น</p>
<p>สาเหตุที่ผิวหนังบริเวณดังกล่าวมีอาการ<strong>บวมแดง</strong>อย่างชัดเจนเนื่องจากหลอดเลือดบริเวณนั้น มีการขยายตัวเพื่อให้เลือดมาเลี้ยงมากขึ้น และนำพาเซลล์ที่มีหน้าที่กำจัดเชื้อโรคมาที่บริเวณนั้นด้วย</p>
<p>ฉะนั้นถ้า<strong>ภูมิคุ้มกันบกพร่อง</strong>หรือ<strong><span style="color: #008000;">ทำงานได้ไม่เต็มที่</span></strong>ขึ้นมาล่ะก็ต่อให้ยาปฏิชีวนะที่ดีเลิศแค่ไหน ก็รักษาชีวิตคนเราไว้ไม่ได้ เพราะการที่จะหายจากโรคติดเชื้อได้นั้น<span style="color: #993300;"><strong> &#8220;ภูมิคุ้มกันในร่างกายนี่แหล่ะ..คือพระเอกตัวสำคัญ&#8221;</strong></span></p>
<p style="padding-left: 30px;">      <strong> </strong><span style="color: #666699;"><strong> ระบบภูมิคุ้มกัน (Immune system)</strong>  คือระบบที่คอยปกป้องร่างกายของเราจากสิ่งแปลกปลอมต่างๆที่เข้ามาทำอันตรายเราได้เช่น <strong>เชื้อโรค</strong>ต่างๆ แบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต เชื้อรา รวมทั้งสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ</span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">เช่น เซลล์ที่กำลังเติบโตไปเป็น<strong>มะเร็ง</strong> ,อวัยวะของผู้อื่นที่ปลูกถ่ายเข้ามาในร่างกาย ,การรับเลือดผิดหมู่ สิ่งต่างๆเหล่านี้ถือว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ร่างกายยังไม่รู้จักเรียกว่า “<strong>แอนติเจน</strong>”</span></p>
<h3><strong>ศัตรูตัวร้าย คู่ปรับ ระบบภูมิคุ้มกัน</strong></h3>
<h3><strong>(1) แบคทีเรีย (</strong><strong>Bacteria)</strong></h3>
<p>โลกใบนี้มี<strong>แบคทีเรีย</strong>อาศัยอยู่ทั่วไปมากมาย ,ในดิน 1 กรัม จะพบแบคทีเรียที่มีชีวิตอาศัยอยู่มากกว่า 40 ล้านตัว ,ส่วนในน้ำ 1 ซีซีมีแบคทีเรียอยู่กว่าล้านตัว</p>
<p><strong>แบคทีเรีย</strong>เป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ามหัศจรรย์มาก มันมีชีวิตและดำรงเผ่าพันธุ์ได้ด้วยการแบ่งตัว แบคทีเรียจำพวกหนึ่งต้องพึ่งพาร่างกาย สิ่งมีชีวิตอื่นในการดำรงชีพ, ส่วนอีกพวกหนึ่งสามารถอยู่ได้เองอย่างอิสระ</p>
<p>แบคทีเรียบางชนิดอาศัยอยู่ในร่างกายของสิ่งมีชีวิตอย่างเป็นมิตร(ให้ผลดี) เช่น แบคทีเรียในทางเดินอาหารมีหน้าที่เป็นเจ้าถิ่น คอยจับกินแบคทีเรียแปลกปลอมจากภายนอกที่เข้ามา</p>
<p>ส่วนแบคทีเรียบางชนิดก่อให้เกิดโรคและทำอันตรายร่างกายมนุษย์  โดยการผลิตสารพิษออกมา เช่น<strong> เชื้อสเตรปโตคอคคัส</strong> <strong>(Streptococcus)</strong> ทำให้<strong>ช่องคลอดอักเสบ</strong>หรือ<strong>ปอดอักเสบ</strong>ได้..</p>
<h3><strong>(2) ไวรัส</strong></h3>
<p><strong>ไวรัส</strong>เป็นคำที่มาจากภาษาละตินแปลว่า <strong>พิษ</strong> ไวรัสมีขนาดเล็กมากกว่าแบคทีเรียถึง 100 เท่า ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่<strong>ไวรัสจะมีความรุนแรงดุร้ายมากกว่าแบคทีเรียหลายเท่า</strong></p>
<p>อย่างไรก็ดีตัว<strong>ไวรัส</strong>เองไม่สามารถดำรงชีพได้อย่างอิสระ มันต้องอาศัยเซลล์ของสิ่งมีชีวิตในการเจริญเติบโตและแบ่งจำนวน เมื่อแบ่งจำนวนได้มากขึ้น ไวรัสจะทำตัวเป็นดั่งปรสิตและทำลายเจ้าบ้านในที่สุด</p>
<p><img class="wp-image-6736 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2017/01/วิธีเพิ่มภูมิคุ้มกัน.jpg" alt="วิธีเพิ่มภูมิคุ้มกันด้วยเบต้ากลูแคน" width="494" height="278" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/01/วิธีเพิ่มภูมิคุ้มกัน.jpg 1296w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/01/วิธีเพิ่มภูมิคุ้มกัน-300x168.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/01/วิธีเพิ่มภูมิคุ้มกัน-1024x575.jpg 1024w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/01/วิธีเพิ่มภูมิคุ้มกัน-900x505.jpg 900w" sizes="(max-width: 494px) 100vw, 494px" /></p>
<h3><strong>ภูมิคุ้มกัน หรือ เกราะป้องกันของร่างกาย</strong></h3>
<h4><strong>การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน</strong>ประกอบด้วยเซลล์มากมายที่ทำหน้าที่สอดคล้องประสานกันเป็นระบบอย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งภูมิคุ้มกันแบ่งกว้างๆได้  2 ชนิดคือ</h4>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>1. Innate immunity</strong> </span></h3>
<p>เป็น<strong>ระบบภูมิคุ้มกันที่ติดตัวมาแต่กำเนิด </strong>เช่น พื้นผิวที่สัมผัสแอนติเจนโดยตรง คือ ผิวหนังและเยื่อบุต่างๆ ซึ่งมีคุณสมบัติเฉพาะตัวในการกำจัดสิ่งแปลกปลอม ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือเชื้อโรคออกไปจากร่างกายได้ดังนี้</p>
<ul>
<li><span style="color: #666699;"><strong>เชื้อโรคไม่สามารถบุกรุกผิวหนังปกติที่ไม่มีบาดแผล</strong> อีกทั้งความเป็นกรดของไขมันที่ผลิตออกมาจากต่อมไขมันที่ผิวหนัง ได้แก่ กรดแลคติก และกรดไขมัน จะช่วยยับยั้งและทำลาย<strong>เชื้อโรค</strong>ถ้าหากผิวหนังชั้นนอกเปิดออก</span></li>
</ul>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">เช่น มีบาดแผล หรือไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แบคทีเรียที่อยู่ที่บริเวณผิวหนังก็จะเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วเพราะมีอาหารอันอุดมสมบูรณ์และสิ่งแวดล้อมพอเหมาะ ทำให้เกิดการอักเสบเป็นหนองขึ้นมา </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">หากเป็นแผลเล็กๆ ระบบ</span><strong style="color: #666699;">ภูมิคุ้มกัน</strong><span style="color: #666699;">จะกำจัดเชื้อออกไป เพียงแค่ล้างแผลให้สะอาด รักษาแผลให้แห้งก็หายเป็นปกติเองได้ แต่ถ้าเป็นแผลไฟไหม้บริเวณกว้างเกินกำลังที่</span><strong style="color: #666699;">ภูมิคุ้มกัน</strong><span style="color: #666699;">จะจัดการไหว </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">เชื้อโรคสามารถแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยง่าย ทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดและทำให้ช็อกหรือเสียชีวิตได้</span></p>
<ul>
<li><span style="color: #666699;"><strong>เยื่อบุหลอดลมมีเซลล์ที่มีขน</strong> คอยพัดโบกเชื้อโรคให้ออกไปจากหลอดลม ทั้งยังมีเซลล์ผลิตเสมหะที่เหนียวหนืดไว้คอยดักจับ<strong>เชื้อโรค</strong>คล้ายกาวดักแมลงวัน</span></li>
</ul>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">เพื่อไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่เยื่อบุหลอดลม คนสูบบุหรี่จัดเซลล์ขนนี้จะเสียหน้าที่ไป จึงทำให้ป่วยด้วยโรคหลอดลมอักเสบบ่อยๆ</span></p>
<ul>
<li><span style="color: #666699;"><strong>น้ำมูก  น้ำลาย น้ำตา เป็นสารคัดหลังที่ขับไล่สิ่งแปลกปลอมออกไป</strong> ทำหน้าที่ชะล้างเชื้อโรคจากเยื่อบุออกไป ทั้งในสารคัดหลังเหล่านี้ก็ยังมีเอนไซม์ที่มีคุณสมบัติในการย่อยทำลาย<strong>เชื้อโรค</strong>อย่างอ่อนๆอีกด้วย</span></li>
</ul>
<ul>
<li><span style="color: #666699;"><strong>การไอ</strong> ก็ช่วยขับไล่สิ่งแปลกปลอมที่เราสําลักเข้าไปในหลอดลมและปอด  หากสิ่งแปลกปลอมทำให้เกิดการระคายเคืองมาก เราก็ยิ่งไอนาน ไอจนกว่าจะหลุดออกมานั่นแหล่ะ </span></li>
</ul>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">ในผู้สูงอายุระบบต่างๆทำงานเฉื่อยลงรวมถึงการไอด้วย คนแก่จึงเป็นปอดอักเสบจากการสำลักได้บ่อย ในคนที่จมน้ำก็เช่นกัน ถ้าว่ายน้ำธรรมดาสำลักน้ำเพียงเล็กน้อยก็ไม่มีปัญหา สายเสียงและฝาปิดกล่องเสียงจะปิดทันทีเพื่อป้องกันน้ำเข้าไปในหลอดลมเพิ่ม </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">แต่ในกรณีที่จมน้ำนานจนหมดสติระบบนี้เสียไป น้ำจึงเข้าไปในปอดปริมาณมากและถ้าเป็นน้ำคร่ำที่เต็มไปด้วยเชื้อโรคนานาชนิดเกินขีดความสามารถของระบบ</span><strong style="color: #666699;">ภูมิคุ้มกัน</strong><span style="color: #666699;">จะจัดการไหว </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">ในขั้นต้นก็ต้องกระหน่ำยาปฏิชีวนะหลายขนานอีกแรงจึงปลอดภัยจากปอดอักเสบรุนแรงและไม่ติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดจนช็อค</span></p>
<ul>
<li><span style="color: #666699;"><strong>ความเป็นกรดของสารคัดหลั่ง</strong>ในช่องคลอดช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของ<strong>เชื้อโรค</strong></span></li>
</ul>
<ul>
<li><span style="color: #666699;"><strong>ความแรงของกรดในกระเพาะอาหาร</strong>ที่ฆ่าเชื้อโรคแทบไม่เหลือ ยกเว้นเชื้อทนกรดเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น สาธารณสุขจึงประกาศให้กินไก่สุกได้ตอนที่ไข้หวัดนกระบาด </span></li>
</ul>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">เพราะเชื้อ</span><strong style="color: #666699;">ไวรัส</strong><span style="color: #666699;">นี้แค่ถูกความร้อนสูงก็ตายหมดแล้ว และไม่ก่อโรคระบบทางเดินอาหาร หากหลุดเข้าไปก็ถูกกรดในกระเพาะอาหารฆ่าตายเรียบ </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">แต่ที่กลัวคือเชื้อเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจโดยการหายใจเอาสารคัดหลังจากเข้าไป หรือมือเปื้อนเชื้อขยี้จมูก ขยี้ตาต่างหาก</span></p>
<p>นอกจากนี้ความสมดุลของ<strong>เชื้อโรค</strong>นานาชนิดที่อาศัยอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกาย ยังช่วยป้องกันเชื้อตัวใดตัวหนึ่งเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนมากจนเป็นสาเหตุของโรคอีกด้วย</p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>2. Acquired immunity  </strong></span></h3>
<p>เป็น<strong>ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายหลัง</strong> หากเชื้อโรคสามารถฝ่าด่านแรกเข้าสู่ใต้เยื่อบุหรือผิวหนังที่มีบาดแผลได้แล้ว เซลล์ต่างๆของระบบภูมิคุ้มกันจะพยายามกำจัด<strong>เชื้อโรค</strong>เหล่านี้ให้ออกไปพ้นจากร่างกาย</p>
<p>เซลล์เหล่านี้เจริญเติบโตมาจาก<span style="color: #808000;"><strong>สเต็มเซลล์</strong></span> อันเป็นเซลล์ต้นกำเนิดในไขกระดูก แล้วเติบโตแปรสภาพไปเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ พอโตเต็มที่แล้วจึงออกมาสู่กระแสเลือด</p>
<p>ล่องลอยไปอยู่ตามอวัยวะต่างๆทั่วร่างกาย ตามหน้าที่เฉพาะตัวของมันที่แตกต่างกันไป ซึ่งทำงานสอดคล้องประสานกันเป็นระบบอย่างสามัคคีทีเดียว โดยแบ่งเป็นชนิดต่างๆ ดังนี้</p>
<p><strong><span style="color: #666699;">[1] </span><span style="color: #666699;">เม็ดเลือดขาวชนิดกรานูโลไซต์ (</span><span style="color: #666699;">granulocyte)</span></strong> ส่วนใหญ่อยู่ใน<strong>กระแสเลือด</strong> เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวตัวแรกในการ<strong>โจมตีเชื้อโรค</strong>และเรียกสมัครพรรคพวกมาเพิ่มเติม เพื่อกรูกันมาจัดการกับ <strong>แอนติเจน</strong>ที่เป็นเชื้อโรคโดยการ<strong>กินแบคทีเรีย ฆ่าปรสิต และ</strong>จับกินสิ่งแปลกปลอมต่างๆที่เข้ามา</p>
<p>เมื่อเซลล์เหล่านี้กินแอนติเจน เข้าไปแล้วก็ใช้เอนไซม์ที่อยู่ในเซลล์จัดการย่อยสลายเชื้อโรคจนแปรสภาพเป็นหนอง ถ้าอยู่ในกระแสเลือดก็กลายเป็นซากและถูกกำจัดไป ดังนั้น <strong>กรานูโลไซต์ที่ตายแล้ว</strong>จะมีสภาพเป็น<strong>หนอง</strong>ดังที่เราเห็นบนผิวหนัง</p>
<p><strong>กรานูโลไซต์</strong> แบ่งได้เป็น 3 ชนิดตามหน้าที่การทำงาน คือ</p>
<ul style="padding-left: 90px;">
<li><strong>นิวโทรฟิล (Neutrophil)</strong> จับกินเชื้อโรคโดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย</li>
</ul>
<ul style="padding-left: 90px;">
<li><strong>อีโอชิโนฟิล (Eosinophil)</strong> ตอบสนองต่อพยาธิ</li>
</ul>
<ul style="padding-left: 90px;">
<li><strong>เบโซฟิล (Basophil)</strong> ตอบสนองต่ออาการแพ้ เช่น ภูมิแพ้</li>
</ul>
<p><strong style="color: #666699;">[2] โมโนไซต์ </strong>เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ลอยอยู่ในกระแสเลือด โดยมีจำนวนน้อย และทำหน้าที่กินเชื้อโรคในกระแสเลือดและเก็บกินซากที่เกิดจากการทำลายเชื้อโรค</p>
<p>ซึ่ง<strong>โมโนไซต์</strong>จะเปลี่ยนเป็น<strong>แมคโครฟาจ</strong>ทันทีเมื่อเข้าสู่เนื้อเยื่อของอวัยวะต่างๆ เช่น ปอด, สมอง, ตับ และไต และพร้อมทำงานจับกินเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม ทั้งนี้<strong>แมคโครฟาจ</strong>มีความแข็งแรงมากกว่า<strong>กรานูโลไซต์</strong>มาก</p>
<p><strong style="color: #666699;">[3] Macrophage และ dendritic cell </strong> เป็น<strong>โมโนไซต์</strong>ที่อยู่ในเนื้อเยื่อ กระจายอยู่ในอวัยวะต่างๆ เมื่อกินแอนติเจนเข้าไปแล้วจะทำหน้าที่เป็น <strong>APC</strong> ส่งสัญญาณต่อให้เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด  <strong>T lymphocyte </strong> มารับหน้าที่ต่อไป</p>
<p>โดย<strong>เดรนไดรติกเซลล์ (</strong><strong>Dendritic cells)</strong> เป็น<strong>เซลล์เม็ดเลือดขาว</strong>ชนิดพิเศษที่มีแขนขายื่นบริเวณผิวเซลล์ พบมากในระบบน้ำเหลือง คอยคัดกรองเละกำจัดเชื้อโรคเบื้องต้น หากเกินความสามารถของมันแล้วเดรนไดรติกเซลล์จะเรียก<strong>ลิมโฟไซต์ทีเซลล์</strong>ออกมา</p>
<p><strong style="color: #666699;">[4] ลิมโฟไซต์</strong> เป็นเซลล์ในระบบ<strong style="color: #666699;">ภูมิคุ้มกัน</strong>ที่ทำหน้าที่เข้มแข็งที่สุด แบ่งตามหน้าที่ได้เป็น 3 ชนิด</p>
<ul>
<li><span style="color: #333300;"><strong>B lymphocyte</strong></span> เมื่อสัมผัสกับแอนติเจนแล้วจะเปลี่ยนไปเป็น <strong>plasma cell </strong> มีหน้าที่ผลิตภูมิคุ้มกันด้านสารน้ำเรียกว่า <strong>humoral immunity (HI)</strong> หรือ<strong>ภูมิต้านทาน</strong></li>
</ul>
<p style="padding-left: 30px;">ที่ประกอบด้วยโปรตีนชนิดต่างๆเรียกว่า<strong> immunoglobulin</strong>  ทำหน้าที่จับติดกับแอนติเจนแล้วทำลายด้วยวิธีต่างๆที่สลับซับซ้อน ส่วนใหญ่ภูมิคุ้มกันเหล่านี้จะอยู่ในร่างกายไปตลอดชีวิต</p>
<p style="padding-left: 30px;">เพราะมีเซลล์ที่กลายเป็นเซลล์ความจำทำหน้าที่จำเชื้อที่เคยรู้จักแล้ว เมื่อเชื้อตัวเดิมเข้าสู่ร่างกายอีกครั้ง เซลล์ความจำก็จะระดมพลเพื่อสร้าง immunoglobulin ออกมาในปริมาณมากทันทีภายในสัปดาห์แรกที่ติดเชื้อ กำจัดเชื้อได้โดยที่ไม่ทันก่อโรค</p>
<ul>
<li><span style="color: #333300;"><strong>T lymphocyte</strong></span> โดย <strong>ทีเซลล์ </strong>จะพบมากที่ต่อมไทมัสซึ่งตั้งอยู่บริเวณคอใกล้กับต่อมไทรอยด์ จึงเป็นสาเหตุทำให้เรียกว่า<strong>ทีเซลล์</strong> เมื่ออายุมากขึ้นต่อมไทมัสจะทำงานได้ดียิ่งขึ้นและผลิตทีเซลล์ที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อโรคออกมา</li>
</ul>
<p style="padding-left: 30px;">นอกจากต่อมไทมัสแล้วร่างกายของเรายังมีทีเซลล์อยู่ที่บริเวณต่อมน้ำเหลืองอื่นๆ ทั่วร่างกายอีกด้วย เช่น ต่อมน้ำเหลืองที่คอ รักแร้ หรือขาหนีบ ซึ่งต่อมทอนซิลก็เป็นต่อมน้ำเหลืองที่อยู่บริเวณคอเช่นกัน</p>
<p style="padding-left: 30px;">ในผู้ป่วยที่มี<strong>ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง</strong>จะต้องเข้ารับการตรวจเลือดเพื่อนับจำนวนทีเซลล์ทุกปี (เราเรียกทีเซลล์เหล่านี้ว่า<strong> CD4</strong>) เนื่องจากเชื้อไวรัส <strong>เอชไอวี (HIV)</strong> จะมีการแบ่งตัวและทำลายทีเซลล์</p>
<p style="padding-left: 30px;">จนในที่สุดร่างกายจะไม่เหลือทีเซลล์ไว้ต่อสู้กับเชื้อโรคเลย จึงทำให้เกิด<strong>ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง (AIDS)</strong> และติดเชื้อหรือเกิดโรคแทรกซ้อนได้ง่ายกว่าคนปกติมาก</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #333300;">ดังนั้น ทีเซลล์จะเริ่มงานเมื่อได้รับสัญญาณจาก<strong> APC</strong> มีหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันด้านเซลล์เรียกว่า <strong>cell-mediated immunity (CMI)</strong> เป็นหลัก ที่สำคัญมี 2 ชนิด คือ</span></p>
<ul>
<ul>
<li><span style="color: #666699;"><strong style="color: #333333;">ทีเซลล์ผู้ช่วย</strong> <strong>(T helper)</strong> หรือ <strong>CD4 </strong> มีหน้าที่ส่งเสริมภูมิคุ้มกัน เมื่อได้รับสัญญาณจาก   APC หลั่งสารหลายชนิดออกมาจากเซลล์เรียกว่า ไซโตไคน์ </span></li>
</ul>
</ul>
<p style="padding-left: 60px;"><span style="color: #666699;">เพื่อกระตุ้นเซลล์ชนิดต่างๆในระบบ</span><strong style="color: #666699;">ภูมิคุ้มกัน</strong><span style="color: #666699;">ให้เพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนการรวมพล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำลายเชื้อโรค เหมือนทหารที่ฮึกเหิมพร้อมออกศึก</span></p>
<ul>
<ul>
<li><span style="color: #666699;"><strong style="color: #333333;">ทีเซลล์นักฆ่า </strong><strong>(T suppressor)</strong> หรือ <strong>CD8 </strong> ทำหน้าที่ทำลายเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม อีกทั้งยับยั้งการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันเมื่อหมดความจำเป็นแล้ว ไม่งั้นก็จะเกิดความเสียหายต่อร่างกายจากการทำงานที่เกินเลยของระบบ</span></li>
</ul>
</ul>
<ul>
<li><span style="color: #333300;"><strong>natural killer cell</strong></span>  เป็นลิมโฟไซต์ที่มีหน้าที่ทำลายเซลล์<strong>มะเร็ง</strong> หรือเซลล์ที่ติดเชื้อ<strong>ไวรัส</strong> จะเห็นว่าเซลล์เหล่านี้ทำงานประสานกันได้อย่างดีเยี่ยม เพื่อรักษาสมดุลของระบบ<strong>ภูมิคุ้มกัน</strong>ไม่ให้มากไปหรือน้อยไปจนเกิดผลเสียหายตามมา</li>
</ul>
<p><img class=" wp-image-6737 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2017/01/ระบบภูมิคุ้มกัน.jpg" alt="การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายด้วยสร้างต้านอนุมูลอิสระ" width="526" height="296" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/01/ระบบภูมิคุ้มกัน.jpg 640w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/01/ระบบภูมิคุ้มกัน-300x168.jpg 300w" sizes="(max-width: 526px) 100vw, 526px" /></p>
<h3><strong><span style="color: #008000;">โรคที่เกิดจากความผิดปกติของภูมิคุ้มกัน</span></strong></h3>
<ul>
<li><strong>Granulocytopenia</strong> คือจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิด<strong> granulocyte</strong> ลดน้อยลง ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในผู้ที่ได้รับยาต้าน<strong>มะเร็ง</strong> และฉายรังสี เป็นเหตุให้ขาดเซลล์ที่คอยกิน<strong>เชื้อโรค</strong> จึงติดเชื้อแบคทีเรียได้โดยง่ายมาก</li>
</ul>
<ul>
<li><strong>มะเร็ง</strong>เม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ ทำให้เม็ดเลือดขาวเสียหน้าที่ในระบบ<strong>ภูมิคุ้มกัน</strong></li>
</ul>
<ul>
<li><strong>ภูมิคุ้มกันบกพร่อง แบ่งเป็น </strong></li>
</ul>
<p style="padding-left: 60px;"><span style="color: #666699;"><strong>1. บกพร่องที่ Humoral immunity</strong> เป็นเหตุให้ติดเชื้อโรคง่าย</span></p>
<p style="padding-left: 60px;"><span style="color: #666699;"><strong>2. บกพร่องที่ Cell-meditated immunity</strong> เป็นเหตุให้ติดเชื้อชนิดต่างๆโดยเฉพาะเชื้อที่อยู่ในเซลล์ได้แก่</span><strong style="color: #666699;">ไวรัส</strong><span style="color: #666699;"> (เชื้อไวรัสเป็นเชื้อที่ต้องอาศัยเซลล์ในการเพิ่มจำนวน) </span></p>
<p style="padding-left: 60px;"><span style="color: #666699;">เชื้อรา โปรโตซัว แบคทีเรียบางชนิดเช่นวัณโรค ส่วนใหญ่เป็นเชื้อที่ไม่ค่อยก่อโรคในคนปกติ โรคที่เรารู้จักกันดีก็คือโรค</span><strong style="color: #666699;">เอดส์</strong></p>
<ul>
<ul>
<ul>
<li><strong>ภูมิต้านทานเนื้อเยื่อตนเอง</strong> เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันจำเซลล์ในร่างกายไม่ได้ มองเป็นสิ่งแปลกปลอม จึงสร้างภูมิต้านทานต่อเซลล์ในร่างกายของตนเอง</li>
</ul>
</ul>
</ul>
<p style="padding-left: 120px;">ทำให้เกิดโรคต่างๆมากมาย ขึ้นอยู่กับว่าเป็น<strong>ภูมิต้านทาน</strong>ต่อเซลล์ชนิดใด เช่นโรค SLE หรือ โรคพุ่มพวง (ภูมิต้านทานต่อเนื้อเยื่อหลายชนิดในร่างกาย)</p>
<p style="padding-left: 120px;">AIHA (หรือเม็ดเลือดแดงแตกจากภูมิต้านทานเม็ดเลือดแดง) ITP (เกร็ดเลือดถูกทำลายจากภูมิต้านทานเกร็ดเลือด) รูมาตอยด์(ภูมิต้านทานต่อเนื้อเยื่อรอบข้อเป็นเหตุให้ข้ออักเสบเรื้อรัง)เป็นต้น</p>
<ul>
<ul>
<ul>
<li><strong>ภูมิไวเกิน</strong> ได้แก่ โรคภูมิแพ้ชนิดต่างๆ เกิดจากภูมิคุ้มกันตอบสนองไวเกินต่อสารก่อภูมิแพ้ นอกจากนี้ยังพบภูมิคุ้มกันต่ำ(ไม่ถึงขั้นบกพร่อง)ในเด็กเล็ก คนสูงอายุ</li>
</ul>
</ul>
</ul>
<p style="padding-left: 120px;">ผู้ที่เป็น<strong>เบาหวาน</strong>โดยเฉพาะคนที่คุมระดับกลูโคสในเลือดได้ไม่ดี คนที่เป็นตับแข็ง ไตวายเรื้อรัง โลหิตจาง ขาดอาหาร คนที่ได้รับยากลุ่ม<strong>สเตียรอยด์</strong>ที่มีฤทธิ์กด<strong>ภูมิคุ้มกัน</strong>เป็นเวลานานๆ คนที่กินยาชุด ยาลูกกลอน ซึ่งผู้ผลิตมักผสม<strong>สเตียรอยด์</strong>ลงไปในยาเหล่านี้ด้วย</p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>ภูมิคุ้มกันมาจากไหนบ้าง</strong></span></h3>
<ul>
<li><strong style="color: #333300;">ภูมิคุ้มกันที่ผ่านทางรกจากแม่สู่ลูกอยู่ขณะอยู่ในครรภ์</strong><span style="color: #333300;">  ภูมิคุ้มกันเหล่านี้จะค่อยๆลดลงแล้วหมดไปเมื่อทารกอายุ  6 เดือน ทารกแรกคลอดจึงได้ภูมิคุ้มกันนี้คอยป้องกันโรคต่างๆขณะที่ร่างกายยังอ่อนแอ</span></li>
</ul>
<ul>
<li><strong><span style="color: #333300;">ภูมิคุ้มกันที่ได้จากน้ำนมแม่</span></strong></li>
</ul>
<ul>
<li><strong style="color: #333300;">ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเมื่อมีการติดเชื้อตามธรรมชาติ</strong><span style="color: #333300;"> โดยระบบภูมิคุ้มกันจะสร้างภูมิต้านทานต่อเชื้อเหล่านั้น และส่วนใหญ่คงอยู่ในร่างกายตลอดชีวิต </span></li>
</ul>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #333300;">ถ้าหากเชื้อเดิมเข้าสู่ร่างกายอีกก็จะถูกกำจัดออกไปโดยไม่ทำให้เกิดโรคเช่น หัดเยอรมัน คางทูม อีสุกอีใส ไวรัส</span><strong style="color: #333300;">ตับอักเสบ</strong><span style="color: #333300;">บี</span></p>
<ul>
<li><strong style="color: #333300;">ภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการฉีดวัคซีน</strong><span style="color: #333300;"> เป็นการเลียนแบบการติดเชื้อในธรรมชาติ โดยใช้เชื้อที่ทำให้อ่อนฤทธิ์หรือบางส่วนของเชื้อที่มีคุณสมบัติเป็นแอนติเจนฉีดเข้ามาในร่างกาย</span></li>
</ul>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #333300;">เพื่อกระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกันโดยไม่เกิดโรคจากการติดเชื้อโดยธรรมชาติ ได้แก่วัคซีนชนิดต่างๆ</span></p>
<ul>
<li><strong style="color: #333300;">ภูมิคุ้มกันที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้ฉีดเข้าไปในร่างกายให้ออกฤทธิ์ทันที</strong><span style="color: #333300;">เรียกว่า อิมมูโนโกลบูลิน ใช้ในกรณีที่รอให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันไม่ทัน ภูมิคุ้มกันเหล่านี้อยู่ในร่างกายไม่นานก็หมดไป </span></li>
</ul>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #333300;">มีทั้งชนิดรวมคือมีฤทธิ์ต้านทานแอนติเจนหลายชนิด และชนิดเฉพาะเจาะจงต่อเชื้อแต่ละอย่าง เช่นภูมิต้านทาน</span><strong style="color: #333300;">ไวรัส</strong><span style="color: #333300;">ตับอักเสบบีใช้ฉีดให้ในทารกที่คลอดจากแม่ที่เป็นพาหะเพื่อป้องกันทารกติดเชื้อขณะคลอด </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #333300;">หลังจากนั้นจึงฉีดวัคซีนเพื่อให้ร่างกายสร้าง</span><strong style="color: #333300;">ภูมิคุ้มกัน</strong><span style="color: #333300;">ขึ้นมาเอง นอกจากนี้ยังมี</span><strong style="color: #333300;">ภูมิต้านทาน</strong><span style="color: #333300;">โรคพิษสุนัขบ้า บาดทะยัก ภูมิต้านทานพิษงูที่เรียกว่าเซรั่ม</span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">        จะเห็นได้ว่าระบบ<strong>ภูมิคุ้มกัน</strong>ของร่างกายเริ่ม<strong>ทำงาน</strong>มีบทบาทตั้งแต่แรกเกิด คือ 6 เดือนแรกเป็นภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากแม่และน้ำนม ต่อมาเด็กเริ่มสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเองในร่างกายจากการติดเชื้อแต่ละครั้ง บางครั้งการติดเชื้อเกิดอาการน้อยหรือไม่เกิดอาการ </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">แต่พอตรวจเลือดดูก็พบว่า<strong>ภูมิคุ้มกัน</strong>เกิดขึ้นแล้วเช่น ไวรัสตับอักเสบเอและบี เราจึงพบเด็กเล็กเป็นไข้กันบ่อย ซึ่งเชื้อไวรัสที่ทำให้เด็กป่วยมีมากกว่า 100 ชนิด ติดเชื้อแต่ละครั้งก็สร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อนั้น ติดกันไปติดกันมากว่าจะสั่งสมภูมิคุ้มกันครบก็เข้าสู่วัยประถม </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">สังเกตได้ว่าเด็กชั้นประถมจะไม่ค่อยป่วยแล้ว ส่วนเชื้อที่มีวัคซีนป้องกันก็สร้างภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีน กว่าจะฉีดครบก็อายุ 6-7 ขวบ พอโตเป็นผู้ใหญ่เราก็มีภูมิคุ้มกันดี </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">จึงไม่ค่อยป่วยด้วยโรคติดเชื้อกันอีก แต่หากมีเชื้อโรคพันธุ์ใหม่ที่ร่างกายไม่เคยสัมผัสมาก่อน จึงยังไม่มีภูมิคุ้มกัน เชื้อมักก่อโรครุนแรง ยิ่งเกิดในเด็กยิ่งมีอาการรุนแรงกว่าผู้ใหญ่ ที่รู้จักกันดีคือไวรัสซาร์สและไวรัสไข้หวัดนก</span></p>
<p>       <strong> ร่างกายเราเต็มไปด้วยเชื้อโรค</strong>อาศัยอยู่ทั้งที่ผิวหนัง  จมูก ลำไส้ใหญ่ ช่องคลอด เชื้อโรคเหล่านี้เป็นเชื้อประจำถิ่นเรียกว่า  Normal flora  อยู่กันอย่างสมดุลในร่างกาย</p>
<p>ถ้าหากมีสาเหตุให้เสียสมดุลไปก็ทำให้เกิดโรคได้ เช่นการกินยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน เชื้อที่ไวต่อยาถูกทำลายไปหมดเหลือแต่เชื้อดื้อยาที่ก่อโรคร้ายแรง การสวนล้างช่องคลอดด้วยยาฆ่าเชื้อเป็นเวลานาน</p>
<p>เชื้อแบคทีเรียตายไปเชื้อราก็เจริญเติบโตขึ้นมาแทนที่ทำให้ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อราจึงพบบ่อยในสาวรักสะอาดทั้งหลาย ยาปฏิชีวนะบางชนิดฆ่าเชื้อในลำไส้ใหญ่จึงเหลือเชื้อดื้อยาตัวร้ายเป็นเหตุให้ลำไส้ใหญ่อักเสบรุนแรง</p>
<p><strong>        <span style="color: #993300;">รอบๆตัวเราเต็มไปด้วยเชื้อโรคที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ น้ำ ในดิน เราจึงควรป้องกันเชื้อโรคเหล่านี้ไม่ให้เข้าสู่ร่างกายโดยง่าย ด้วยการรักษาสุขอนามัยให้ดี </span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #993300;">คือ กินอาหารสะอาดและทำสุกใหม่ๆ ตัดเล็บให้สั้น ล้างมือให้สะอาดโดยเฉพาะก่อนหยิบอาหารเข้าปาก ไม่ไปอยู่ในที่ๆ อากาศถ่ายเทไม่สะดวกอย่างในโรงหนังที่ปิดทึบ ห้างที่มีคนแออัด ไม่ไอจามรดกัน ไม่คลุกคลีกับคนป่วย </span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #993300;">ถ้าจำเป็นก็ให้ใช้ผ้าปิดปากและจมูกก็ช่วยได้มาก ไม่ควรกินยาพร่ำเพรื่อเกินความจำเป็น และควรหลีกเลี่ยงยาที่ผสมสเตียรอยด์ เพราะกินไปนานๆภูมิคุ้มกันจะต่ำลง  อาจถึงขั้นช็อกหรือตาย </span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #993300;">&#8220;หากเรารักษาสุขอนามัยดี ร่างกายแข็งแรง ภูมิคุ้มกันดีไม่กินยาพร่ำเพรื่อเกินความจำเป็น แม้จะติดเชื้อก็มีอาการไม่รุนแรง และหายได้เองในเวลาอันรวดเร็วด้วยภูมิคุ้มกันอันแสนวิเศษในร่างกาย แทบไม่ต้องพึ่งยาปฏิชีวนะใดๆเลย..&#8221;</span></strong></p>
<p><a title="แอดไลน์ เพื่อสั่งซื้อสินค้ากับฐิสา" href="http://line.me/ti/p/~s7514" target="_blank"><img class="size-full wp-image-7322 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2015/07/อาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนูทริก้า-Nutriga.jpg" alt="อาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน นูทริก้า Nutriga" width="600" height="314" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2015/07/อาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนูทริก้า-Nutriga.jpg 600w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2015/07/อาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนูทริก้า-Nutriga-300x157.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2015/07/อาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนูทริก้า-Nutriga-395x207.jpg 395w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2015/07/อาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนูทริก้า-Nutriga-20x10.jpg 20w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></a></p>
<p><a title="เครื่องดื่มเอนไซม์ S.O.D สุดยอดสารต้านอนุมูลอิสระ" href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b8%a1%e0%b9%8c-s-o-d/" target="_blank"><img class="size-full wp-image-6541 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2016/11/SODเครื่องดื่มเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระชะลอวัย.jpg" alt="เครื่องดื่มน้ำเอนไซม์ S.O.D ต้านอนุมูลอิสระ ต้านความแก่" width="600" height="337" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2016/11/SODเครื่องดื่มเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระชะลอวัย.jpg 600w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2016/11/SODเครื่องดื่มเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระชะลอวัย-300x168.jpg 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><a title="เอนไซม์ SOD ‘สารต้านอนุมูลอิสระ’ ที่ดีที่สุดในโลก" href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/faq/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b0-sod/" target="_blank"><strong>&gt;&gt; SOD ต้านอนุมูลอิสระดีที่สุดในโลก &lt;&lt;</strong></a><br />
<a title="วิธีสังเกต ‘มะเร็ง’ ง่ายๆด้วยตัวเอง" href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/faq/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87-cancer/" target="_blank"><strong>&gt;&gt; วิธีสังเกตมะเร็งง่ายๆด้วยตัวเอง &lt;&lt;</strong></a><br />
<a title="อาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน นูทริก้า (Nutriga)" href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99-nutriga/" target="_blank"><strong>&gt;&gt; เพิ่มภูมิคุ้มกันด้วย เบต้ากลูแคน &lt;&lt;</strong></a></p>
<div class="hatom-extra" style="display:none;visibility:hidden;"><span class="entry-title">ภูมิคุ้มกัน..เกราะป้องกันของมนุษย์</span> was last modified: <span class="updated">พฤษภาคม 14th, 2017</span> by <span class="author vcard"><span class="fn">admin</span></span></div><p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99-immunity/">ภูมิคุ้มกัน..เกราะป้องกันของมนุษย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com">TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</a>.</p>
]]></content:encoded>
			</item>
	</channel>
</rss>
