<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สารเบต้ากลูแคน &#8211; TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</title>
	<atom:link href="https://www.tisatrendy.com/tag/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.tisatrendy.com</link>
	<description>รวมทุกเทรนด์เพื่อสุขภาพที่ดีและไลฟ์สไตล์ทันสมัย</description>
	<lastBuildDate>Thu, 11 Sep 2025 05:31:42 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=4.9.7</generator>

<image>
	<url>https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2024/06/cropped-TisaTrendy-Web-Icon-32x32.png</url>
	<title>สารเบต้ากลูแคน &#8211; TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</title>
	<link>https://www.tisatrendy.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เบต้ากลูแคน กับ การรักษาโรคร้ายต่างๆ</title>
		<link>https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%99-betaglucan/</link>
		<pubDate>Sun, 14 May 2017 11:30:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[FAQ]]></category>
		<category><![CDATA[เบต้ากลูแคนกับโรคร้าย]]></category>
		<category><![CDATA[ต้านมะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิแพ้]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[รักษามะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[สารเบต้ากลูแคน]]></category>
		<category><![CDATA[เบต้ากลูแคน]]></category>
		<category><![CDATA[เบต้ากลูแคนคือ]]></category>
		<category><![CDATA[เบาหวาน]]></category>
		<category><![CDATA[เสริมภูมิคุ้มกัน]]></category>
		<category><![CDATA[โรคหัวใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.mlm-idea-be-rich.com/?p=2698</guid>
		<description><![CDATA[<p>เบต้ากลูแคน เป็นสารอาหารที่เป็นใย ละลายน้ำได้ และมีประจ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%99-betaglucan/">เบต้ากลูแคน กับ การรักษาโรคร้ายต่างๆ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com">TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</a>.</p>
]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #993300;"><strong>เบต้ากลูแคน </strong></span>เป็นสารอาหารที่เป็น<strong>ใย ละลายน้ำ</strong>ได้ และ<strong>มีประจุ (ion)</strong>ในตัวมันเอง จึงสามารถที่จะจับกับโมเลกุลน้ำ ไขมัน หรือ<strong>อนุมูลอิสระ</strong>ที่อยู่ในร่างกายได้</p>
<p>นอกจากนี้<strong>เบต้ากลูแคน</strong>ยังทำหน้าที่ดักจับ<strong>ไขมัน</strong>และ<strong>น้ำดี</strong>ไว้ในโครงสร้าง <strong>(น้ำดี</strong>ผลิตจาก<strong>คลอเลสเตอรอล</strong>ในร่างกาย) จึงเป็นการช่วยดึงคลอเลสเตอรอลออกจากร่างกาย ทำให้ระดับ<strong>คลอเลสเตอรอล</strong>ในร่างกายลดลงอีกด้วย<span id="more-2698"></span></p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>เบต้ากลูแคน กับ มะเร็ง</strong></span></h3>
<p><strong>เบต้ากลูแคน </strong>เป็นสารที่ช่วย<strong>เพิ่มภูมิต้านทาน</strong> กระตุ้นและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ<strong>ภูมิต้านทาน</strong>ของร่างกาย เมื่อได้สัมผัสกับบริเวณเนื้อเยื่อหุ้มลำไส้</p>
<p>ระบบประสาทพาราซิมพาเทติกจะเริ่มทำงาน ส่งผลให้<strong>เซลล์ภูมิต้านทาน</strong> และ<strong>เซลล์เม็ดเลือดขาว</strong>ในร่างกายหลั่ง <span style="color: #808000;"><strong>สารไซโตไคน์ (Cytokine) </strong></span>ออกมาเพื่อฆ่าและทำลายโครงสร้าง<strong>เซลล์มะเร็ง</strong> อีกทั้งยังช่วยลดและป้องกันการเกิด<strong>อนุมูลอิสระ</strong>ในร่างกายอีกด้วย</p>
<p><strong>อนุมูลอิสระ </strong>คือ สารที่รบกวนการเจริญเติบโตและการทำงานของเซลล์ปกติ ดังนั้นผลจากการรับประทาน<strong>เบต้ากลูแคน</strong> คือ <strong>เนื้องอกของมะเร็ง</strong>จะค่อยๆลดขนาดเล็กลง รวมถึง<strong>เซลล์มะเร็ง</strong>ที่เกิดใหม่จะลดลงด้วย</p>
<p>เดิมทีการ<strong>รักษามะเร็ง</strong>ด้วยวิธีต่างๆเช่น การผ่าตัด รังสีรักษา หรือเคมีบำบัด อาจก่อให้เกิดอาการข้างเคียงหลายอย่างแก่ผู้ป่วยได้ การทาน<strong>เบต้ากลูแคน</strong>ควบคู่ไปกับการรักษาจะช่วยให้ร่างกายของผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้รวดเร็วขึ้น</p>
<p>ผลงานวิจัยสำคัญแห่งศตวรรษที่ 20 ที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าวงการแพทย์ของมวลมนุษย์ในการต่อสู้กับ<strong>โรคร้ายแรง มะเร็ง</strong>หรือ<strong>โรคติดเชื้อ</strong>ชนิดต่างๆ</p>
<p>ในบรรดา<strong>อาหารต่อต้านมะเร็ง</strong>และ<strong>เชื้อจุลินทรีย์</strong>ทั้งหมด <strong>เบต้ากลูแคน (Betaglucan)</strong> คือที่สุดของ<strong>อาหารต้านโรค </strong>ซึ่งถูกวิจัยและค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2483</p>
<p>ช่วงแรกที่งานวิจัยออกมากนั้น <strong>Betaglucan</strong> มีราคาแพงมากจนจับไม่ลง เนื่องจากเรื่องสิทธิบัตรผู้ค้นพบและกรรมวิธีการผลิต ซึ่งปัจจุบันนี้เพิ่งมีพัฒนาการผลิตเชิงอุตสาหกรรม(จากยีสต์) จึงทำให้ราคาลดลงได้มาก</p>
<p>แต่ยังคงประสิทธิภาพได้ไม่ด้อยไปกว่าเดิม คนทั่วไปจึงสามารถเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น</p>
<p><strong><img class="size-full wp-image-2699 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2015/07/เบต้ากลูแคนกับการยับยั้งโรคมะเร็ง.jpg" alt="นูทริก้ามีเบต้ากลูแคนช่วยรักษาโรคร้ายต่างๆ" width="250" height="173" /></strong></p>
<p><strong><span style="color: #808000;">คุณสมบัติ</span></strong><span style="color: #808000;"> ที่โดดเด่นมากของ<strong>เบต้ากลูแคน</strong></span> คือ เป็นสารอาหารที่เข้าไปกระตุ้นหรือ<strong>บำรุงเซลล์เม็ดเลือดขาว (macrophage)</strong> ให้<strong>กระปรี้กระเปร่า กระฉับกระเฉง</strong>ขึ้น</p>
<p>เร่งการทำงาน การ<strong>จับกินเชื้อมะเร็ง</strong>หรือ<strong>จุลินทรีย์แปลกปลอม</strong>ที่เข้าสู่ร่างกายโดยไม่พลาดเป้า จึงไม่เกิด<strong>ภาวะภูมิเพี้ยน (autoimmune) </strong>หรือสำคัญผิดคิดว่าเนื้อดีๆ ที่เป็นเซลล์ปกติของร่างกายเป็นศัตรูแล้วเข้าจู่โจมทำลาย</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">หลักการที่แพทย์ใช้ในการจัดการกับเซลล์มะเร็ง</span> มีดังนี้</strong></p>
<ul>
<li><span style="color: #808000;"><strong>การป้องกัน</strong> </span>โดยพยายามป้องกันเชื้อหรือมลพิษที่<strong>ก่อมะเร็ง</strong>เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งค่อนข้างเป็นไปได้ยาก เนื่องจากทุกวันนี้เราแวดล้อมไปด้วยมลพิษต่างๆมากมายในชีวิตประจำวัน</li>
</ul>
<ul>
<li><span style="color: #808000;"><strong>ผ่าตัดเนื้อร้ายออกไป</strong> </span> ได้ผลเฉพาะกรณีที่พบในระยะเริ่มๆแรก โดยที่<strong>เซลล์มะเร็ง</strong>ยังไม่ได้ฝังตัวและลุกลามออกไป แต่ส่วนใหญ่เมื่อพบก้อนก็มักเลยระยะไปแล้ว</li>
</ul>
<ul>
<li><span style="color: #808000;"><strong>ใช้เคมีหรือรังสีรักษา</strong></span><strong> </strong>เป็นวิธีการฟาดฟันกันโดยตรง ผลลัพท์คือ ความเสียหาย หรือตายทั้งคู่เป็นส่วนใหญ่</li>
</ul>
<ul>
<li><span style="color: #808000;"><strong>ใช้การต่อสู้ปกป้องของร่างกาย</strong> </span>โดยปกติเมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย เช่น มีบาดแผลติดเชื้อฯ  เม็ดเลือดขาว,ภูมิคุ้มกันจะตรงเข้าโอบล้อม กำจัด และ<strong>ทำลายเชื้อโรค</strong></li>
</ul>
<p style="padding-left: 30px;">จึงเกิดอาการไข้ขึ้น แผลอักเสบ บวม แดง ร้อน และมีหนอง และสลายยุบตัวลงจนหาย ในที่สุด ขณะที่<strong>เซลล์มะเร็ง</strong>ซึ่งร้ายกว่ามาก เม็ดเลือดขาวธรรมดาสู้ไม่ไหว</p>
<p style="padding-left: 30px;">เม็ดเลือดขาวยักษ์ที่ชื่อ<strong>แมคโครฟาจ (Macrophage)</strong> จึงเป็นพระเอกตัวจริงที่มีประสิทธิภาพเข้าจัดการได้ และ<strong>เบต้ากลูแคน</strong>นี่เอง ที่เป็นอาหารที่ช่วยบู๊ตกำลัง และประสิทธิภาพของ<strong>แมคโครฟาจ</strong> ให้ทำงานดีขึ้นกว่าปกติหลายเท่า</p>
<p>นอกจากนี้<strong>แมคโครฟาจ</strong>เอง ยังมีบทบาทในการรักษาแผลที่เกิดจากการผ่าตัด หรือจากอุบัติเหตุอีกด้วย เพราะ<strong>เบต้ากลูแคน</strong>จะกระตุ้นให้<strong>แมคโครฟาจ</strong>ผลิต<strong>คอลลาเจน</strong>ออกมาทำให้แผลติดเร็วขึ้น บาดแผลแข็งแรง ไม่แตกปริง่าย</p>
<p><img class="aligncenter  wp-image-2658" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2015/07/Macrophage.jpg" alt="เบต้ากลูแคน สารอาหารช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย" width="293" height="201" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2015/07/Macrophage.jpg 350w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2015/07/Macrophage-300x205.jpg 300w" sizes="(max-width: 293px) 100vw, 293px" /></p>
<p>กรณีที่หลอดเลือดอุดตันจากคอเลสเตอรอล <strong>(plaque)</strong> แล้วแคลเซียมเข้าไปเกาะ<strong> (calcification)</strong> จนเกิดพยาธิสภาพที่เรียกว่า <strong>Atherosclerosis</strong>  เป็นภาวะ<strong>หลอดเลือดอุดตัน</strong></p>
<p>จนเกิดอาการ<strong>หัวใจขาดเลือด</strong> หัวใจวายได้ หากเกิดที่หลอดเลือดสมอง เซลล์สมองก็จะขาดเลือด ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมาก  <strong>เบต้ากลูแคน</strong>สามารถควบคุมไขมันคอเลสเตอรอลได้เป็นอย่างดี</p>
<p>US–FDA(หรือ อย.อเมริกา) จัดชั้นให้<strong>เบต้ากลูแคน</strong>เป็น<strong> &#8220;GRAS&#8221; (generally recognized as safe = ปลอดภัยไร้พิษภัย ไม่ว่ากินมากหรือน้อยเพียงใด)</strong></p>
<p>ขณะที่ อย.ฝรั่งเศส บ่งชี้ว่าสามารถควบคุม<strong>ไขมันคอเลสเตอรอล</strong>ได้ ในกรณีที่กินอาหารอย่างสมดุล ไม่มีไขมันอิ่มตัวมากเกินไป และมีการออกกำลังกายร่วมด้วย สวีเดน รับรองมาตั้งแต่ปี 2545  และยังบ่งชี้ถึงความสามารถ<strong>ลดน้ำตาล</strong>ใน<strong>เบาหวาน</strong>ได้</p>
<p>นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขอเมริกาได้ยืนยันผล เมื่อเริ่มมีอาการติดหวัด เจ็บคอ หากได้รับ<strong>เบต้ากลูแคน</strong>ขนาดสูงทันท่วงที มีโอกาสหายได้ และมีความปลอดภัยกว่ายาพาราเซตามอลอีกด้วย</p>
<p>ทั้งมิได้ขัดขวางการใช้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อทั้งหลาย ตรงกันข้ามกลูแคนยิ่งไปเสริมฤทธิ์การต่อต้านเชื้อโรคให้อีกแรงนึงด้วย</p>
<p>ผลจากการเข้าถึงเซลล์เม็ดเลือดขาวแมคโครฟาจให้ทำงานได้อย่างเฉพาะเจาะจง จึงนำมาใช้ประโยชน์ใน <strong>SLE (โรคพุ่มพวง)</strong> ซึ่งภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง หรือภูมิเพี้ยนทั้งหลายให้ดีขึ้น ในขณะที่การแพทย์ทางยาใช้วิธีกดภูมิคุ้มกันด้วย<strong>สเตียรอยด์</strong>เสียเป็นส่วนใหญ่</p>
<p style="text-align: center;"><strong><span style="color: #003300;">คลิป &#8220;เบต้ากลูแคน ดีอย่างไร? &#8221;<br />
โดย นพ.สิทธวีร์  เกียรติชวนันท์</span></strong></p>
<p><center><iframe src="https://www.youtube.com/embed/XLQjL-_3Zwg" width="100%" height="315" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe></center></p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>เบต้ากลูแคน กับ  เบาหวาน</strong></span></h3>
<p><strong>Betaglucan </strong>จัดเป็นใยอาหารที่ละลายน้ำชนิดหนึ่ง ความหนืดของใยอาหารจะทำให้การดูดซึมของอาหารในเลือดช้าลง ซึ่งจะลดระดับความต้องการของอินซูลินได้</p>
<p>นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในการฟื้นฟูการทำงานของตับอ่อนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตอินซูลินได้ดีขึ้นอีกทาง</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2702" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2015/07/เบต้ากลูแคนช่วยปราบcancer.jpg" alt="betaglucan ช่วยป้องกันมะเร็ง" width="350" height="199" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2015/07/เบต้ากลูแคนช่วยปราบcancer.jpg 350w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2015/07/เบต้ากลูแคนช่วยปราบcancer-300x170.jpg 300w" sizes="(max-width: 350px) 100vw, 350px" /></p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>เบต้ากลูแคนกับ โรคหัวใจและหลอดเลือด</strong></span></h3>
<p><strong> สารเบต้ากลูแคน </strong>ช่วยให้ <span style="color: #808000;"><strong>LDL</strong> และ<strong> Total cholesterol</strong></span> ลดลงได้เป็นอย่างดี โดยผู้ที่ได้รับ<strong>เบต้ากลูแคน</strong>จะมีการผลิต<strong>กรดน้ำดี (Bile acid)</strong> จากถุงน้ำดีเพิ่มขึ้น</p>
<p>ซึ่งเป็นตัวควบคุม<strong>คอเลสเตอรอล</strong> และไตรกลีเซอร์ไรด์ในกระแสเลือดให้อยู่ในสภาพปกติตลอดเวลา</p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>เบต้ากลูแคน กับ โรคไต</strong></span></h3>
<p>ปกติแล้วผู้ป่วย<strong>โรคไต</strong>จะต้องมีข้อปฏิบัติที่ต้องทำตามอย่างเคร่งครัดเพื่อลดความเสี่ยงของอาการจากโรคไต <strong> เบต้ากลูแคน</strong>ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมสภาพร่างกายให้อยู่ในสภาพที่พร้อมรับการบำบัดได้</p>
<p>เช่น<strong> ผู้ป่วยโรคไต</strong>ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งจะทำให้หลอดเลือดแดงแข็งตัวและทำให้เลือดไม่สามารถเดินทางไปเลี้ยงเนื้อเยื่อไตได้ โดย<strong> Betaglucan</strong> จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้</p>
<p>ผู้ป่วยสามารถเพิ่มระดับการทำงานของภูมิต้านทานร่างกายให้มีการตื่นตัวอยู่เสมอ ซึ่งจะช่วยลดการติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะได้ ทำให้ร่างกายสามารถจัดการกับเชื้อโรคที่เข้ามาได้อย่างรวดเร็ว และลดความเสี่ยงในการติดเชื้อที่อวัยวะอื่นๆ</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2700" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2015/07/boost_immune_system_.jpg" alt="นิวทริก้าช่วยฟื้นฟูเซลล์ ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น" width="277" height="298" /></p>
<h3><strong><span style="color: #008000;">เบต้ากลูแคน กับ เอดส์</span>      </strong></h3>
<p>มีรายงานการวิจัยมากมายที่กล่าวถึง<strong> เบต้า-กลูแคน </strong>ต่อระบบ<strong>ภูมิคุ้มกันร่างกาย </strong>ว่าสามารถ<strong>กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย</strong>ได้ แต่อย่างไรก็ดีก็ยังไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อ เอช ไอ วี ได้แต่อย่างใด</p>
<p>เพราะการติดเชื้อไม่ได้มาจากอาหาร แต่มาจากพฤติกรรมการร่วมเพศ และการติดต่อทางสารคัดหลั่งอื่นๆ แต่พบว่าผู้ป่วย<strong>โรคเอดส์</strong>สามารถลดการเกิด<span style="color: #808000;">การติดเชื้อที่ฉวยโอกาส</span>ได้เมื่อได้รับ<strong>เบต้ากลูแคน</strong></p>
<p>จึงทำให้มีชีวิตอยู่ได้นานขึ้นนั่นเอง การช่วยลดการติดเชื้อฉวยโอกาสจึงเป็นสาเหตุหลักที่ช่วยลดปัญหาสำคัญในการเสียชีวิตของ<strong>ผู้ป่วยโรคเอดส์</strong> เช่น <strong>Staphylococcus aureus</strong> ทำให้เกิด<strong>ท้องเสีย </strong>อาหารเป็นพิษและปอดบวมได้</p>
<p><strong>Candida albican </strong>ทำให้เกิดแผลในช่องปาก <strong>Pneumocystis carinii</strong> ทำให้เกิดโรคปอดบวม,<strong>Listeria monocytogenes</strong> ทำให้เกิดโรค<strong> listeriosis ปอดบวม</strong> และแท้งลูกได้ <strong>Influenza virus</strong> ทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่ และปอดบวมได้ ฯลฯ</p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>เบต้ากลูแคน กับ ภูมิแพ้</strong></span></h3>
<p><strong>เบต้ากลูแคน </strong>ทำหน้าที่<strong><span style="color: #808000;">ปรับระดับภูมิต้านทานโรคที่รวน</span></strong> ผิดปกติไป ยับยั้งปริมาณการสร้าง<strong>สารแอนติบอดี้</strong>  เมื่อ<strong>เบต้ากลูแคน</strong>ถูกดูดซึม ส่งผลให้ระบบประสาทสั่งการและ<strong>เซลล์ภูมิต้านทาน</strong>เริ่มทำงาน<strong>กำจัดเชื้อโรค</strong>และสิ่งแปลกปลอม</p>
<p>ช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดขาวไม่ต้องทำงานหนักและยังช่วยยับยั้งการปล่อย<strong>อนุมูลอิสระ</strong>ออกมาทำร้ายเซลล์ร่างกาย จึงช่วยบรรเทาการตอบสนองที่ผิดปกติและ<span style="color: #808000;"><strong>ฟื้นฟูภูมิต้านทาน</strong></span></p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong> เบต้ากลูแคน กับ โรคกรดไหลย้อน</strong></span></h3>
<p>โดย<strong>เบต้ากลูแคน</strong>จะไปจับ<strong>กรดเกลือ(HCL)</strong> ในกระเพาะอาหาร เพื่อป้องกันไม่ให้<strong>กรดไหลย้อน</strong>ขึ้นมาที่บริเวณหลอดอาหารและมีส่วนช่วยยับยั้งการเจริญของเชื้อ<strong> H. pylori</strong> ที่สามารถเจริญและทนสภาวะกรดในกระเพาะอาหาร</p>
<p>อันเป็นสาเหตุของการ ติดเชื้อนำไปสู่<strong>โรคกระเพาะอาหารอักเสบ</strong> <strong>แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ มะเร็งหลอดอาหาร</strong> และ <strong>มะเร็งกระเพาะอาหาร</strong></p>
<p>สำหรับผู้ป่วยที่รักษาด้วยวิธีการรับประทานยากลุ่ม <strong>PPIs</strong> แนะนำให้เว้นช่วงระยะเวลาการรับประทาน<strong>เบต้ากลูแคน</strong>ห่างกับยา<strong> PPIs</strong> นานประมาณ 1 ชั่วโมง ทั้งนี้เพื่อ ป้องกันการจับตัวกันระหว่าง<strong>เบต้ากลูแคน</strong>กับยา <strong>PPIs</strong> เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ</p>
<h3 style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;"><strong>เบต้ากลูแคน กับโรคตับ</strong></span></h3>
<p>ตับเปรียบได้กับ<strong>โรงงานขนาดใหญ่</strong>ที่เป็นแหล่ง<strong>ผลิต</strong> แหล่ง<strong>สะสมพลังงาน</strong> และโรงงาน<strong>กำจัดของเสีย </strong>อาหารทุกชนิดที่ผ่านการย่อยและดูดซึมมาจากกระเพาะอาหารและลำไส้ ทั้งหมดจะถูกส่งมาที่<strong>ตับ</strong>เพื่อปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับการนำไปใช้ของร่างกาย</p>
<p>นอกจากนี้ตับยังเป็นโกดัง<strong>สะสมสารอาหาร</strong>ต่างๆไว้ใช้ในยามจำเป็นอีกด้วย ทั้งยังรับของเสียจากที่ต่างๆ ของร่างกายที่ผ่านมากับเลือดเข้าสู่เซลล์เพื่อปรับเปลี่ยนให้เป็นโมเลกุลหรือเป็นสารที่เหมาะสมแล้วกำจัดออกทางท่อน้ำดี</p>
<p>ดังนั้นถ้าตับถูกทำลายเสียไป 60-70% ก็จะเริ่มเกิดอาการต่างๆ ได้แก่ <span style="color: #808000;"><strong>ตาเหลือง</strong></span> <strong><span style="color: #808000;">ตัวเหลือง</span></strong> <span style="color: #808000;"><strong>บวม</strong> </span>มีน้ำในช่องท้อง ซึม สับสน อาเจียนเป็นเลือด ถ้ารุนแรงมากอาจ<strong>เสียชีวิตได้ภายในเวลาไม่กี่วัน</strong> โรคของตับ โรคเกี่ยวกับตับมีมากมาย</p>
<p>แต่ที่เรามักได้ยินกันบ่อยๆ ก็เช่น <span style="color: #808000;"><strong>มะเร็งตับ</strong></span> ก้อนในตับ ถุงน้ำในตับ และอีกหนึ่งโรคที่เป็นเหมือนสนิมคอยกัดกร่อนตับคนไทยมาช้านาน คือ <strong>โรคตับอักเสบ</strong> และเนื่องจากตับเป็นอวัยวะที่มีเส้นประสาทรับความรู้สึกเฉพาะบริเวณเปลือกหุ้มตับเท่านั้น</p>
<p><strong>ร่างกายจึงไม่รับรู้ถึงอาการอักเสบที่เกิดขึ้นภายในตับ</strong> เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะจะเกิดพังผืดในเนื้อตับ และถ้าเป็นซ้ำๆอยู่อย่างนั้นนานวันเข้า ก็จะตามมาด้วยภาวะที่เรียกว่า <span style="color: #808000;"><strong>&#8220;ตับแข็ง&#8221;</strong></span></p>
<p>โดยตับจะเริ่มโตขึ้นและค่อยๆหดตัวลงเป็นตะปุ่มตะป่ำขรุขระ หากปล่อยทิ้งไว้จะเข้าสู่<strong>ตับแข็งระยะสุดท้าย</strong> ตับจะเริ่มสูญเสียการทำงานและแสดงอาการออกมาให้เห็น เช่น หลังเท้าบวม (ถ้าเอานิ้วไปกดบริเวณนั้นแล้วยกนิ้วขึ้นก็จะยังปรากฏเป็นหลุมตามรอยนิ้วที่กดลงไป)</p>
<p><span style="color: #808000;"><strong>ท้องบวม</strong></span>มีน้ำในช่องท้อง หลายคนมาด้วยอาการอาเจียนเป็นเลือดเนื่องจากเลือดไม่สามารถไหลผ่านตับได้จึงไหลย้อนกลับไปในหลอดอาหาร</p>
<p><img class="size-full wp-image-7442 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2017/05/ท้องบวมจากภาวะตับแข็ง.jpg" alt="ท้องบวมจากภาวะตับแข็ง" width="439" height="298" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/05/ท้องบวมจากภาวะตับแข็ง.jpg 439w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/05/ท้องบวมจากภาวะตับแข็ง-300x203.jpg 300w" sizes="(max-width: 439px) 100vw, 439px" /></p>
<p>เกิดหลอดเลือดโป่งพอง เรียกว่า<strong> &#8220;หลอดเลือดในหลอดอาหาร&#8221;</strong> ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้หลอดเลือดจะแตกออก เลือดเข้าไปอยู่ในกระเพาะอาหารเมื่อมีปริมาณมากขึ้นจะ<strong>อาเจียนเป็นเลือด</strong> หรือถ่ายออกมาเป็นเลือดสีดำ</p>
<p>ถ้าเป็นรุนแรงมากจะเกิดอาการทางสมองเนื่องจากมีของเสียไปคั่งอยู่ ผู้ป่วยอาจจะเริ่มนอนไม่หลับ สับสน หลงลืม อารมณ์ดีผิดปกติ อารมณ์ร้ายผิดปกติ</p>
<p>ลืมญาติพี่น้องและคนในครอบครัว ซึมลง หมดสติ และเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้ระยะเวลาประมาณ 10-30ปี ตั้งแต่เริ่ม<strong>ตับอักเสบ</strong></p>
<p>ส่วนการเกิด<strong>โรคตับอักเสบเรื้อรัง</strong> <strong>ตับแข็ง</strong> และ<strong>มะเร็งตับ</strong>นั้นต้องขอบอกว่า <strong>&#8220;เป็นคนละเรื่องเดียวกัน&#8221;</strong> หมายความว่าผู้ป่วยมักจะมาด้วย<strong>โรคตับอักเสบเรื้อรัง</strong> จากนั้นจึงเกิดพังผืด และตับแข็งตามลำดับ บริเวณพังผืดจะเป็น<strong>จุดกำเนิดของก้อนมะเร็ง</strong></p>
<p>โดย<strong>ก้อนมะเร็ง</strong>จะค่อยๆ โตขึ้นจากที่มองไม่เห็นเป็นขนาด 1เซนติเมตร จนถึงประมาณ 8-10 เซนติเมตร ซึ่งจนถึงระยะนี้ร่างกายจะยังไม่แสดงอาการใดๆทั้งสิ้น</p>
<p>จนกระทั่งมะเร็งโตเต็มตับจึงเริ่มมีอาการแสดงออกมาให้เห็น เช่น ปวดท้อง น้ำหนัก เลือดออกในช่องท้อง จึงได้รู้ว่าปวดด้วยโรคมะเร็งตับจะเสียชีวิตภายใน 3 เดือน</p>
<p>ซึ่งเป็นเรื่องจริงเพราะกว่าจะรู้ตัวมะเร็งก็เต็มตับแล้ว แต่ถ้าไปตรวจและพบว่ามีก้อนมะเร็งที่ขนาดยังไม่เกิน 5 เซนติเมตร สามารถรักษาให้หายขาดได้</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>เราสามารถแบ่งตับอักเสบ</strong></span>ได้เป็น 2 ระยะคือ</p>
<ul>
<li><span style="color: #993300;"><strong>ตับอักเสบเฉียบพลัน</strong></span> หมายถึง ตับอักเสบที่เกิดขึ้นและหายภายใน 6 เดือน</li>
</ul>
<ul>
<li><span style="color: #993300;"><strong>ตับอักเสบเรื้อรัง </strong></span>หมายถึง ตับอักเสบที่เป็นนานกว่า 6 เดือน</li>
</ul>
<p>สาเหตุของการเกิด<strong>ตับอักเสบ</strong>ทั้ง 2 ระยะ ค่อนข้างคล้ายคลึงกัน ในประเทศไทยสาเหตุของการเกิด<strong>โรคตับอักเสบเฉียบพลัน</strong>ที่พบบ่อย ได้แก่ <strong>ไวรัสตับอักเสบที่เกิดจาก</strong><strong>การใช้ยา</strong>และสารที่เป็นพิษต่อตับและการ<strong>ดื่มแอลกอฮอล์</strong>ในปริมาณมาก เช่น <strong>ไวรัสตับอักเสบเอ บี ซี ดี</strong> และ<strong>อี</strong></p>
<p>การติดเชื้อจะหายขาดได้ในผู้ป่วยทั่วไปภายในระยะเวลาไม่กี่เดือนผู้ป่วยหลายรายอาจมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ การติด<strong>เชื้อไวรัสตับอักเสบอี</strong>ในผู้ป่วยที่ได้รับ<strong>ยากดภูมิคุ้มกัน</strong></p>
<p>เช่น ผู้ป่วยที่ได้รับการ<strong>ปลูกถ่ายอวัยวะ</strong>,ผู้ป่วย<span style="color: #808000;"><strong>เอดส์</strong> </span>อาจทำให้เกิดภาวะ<strong>ตับอักเสบ</strong>เรื้อรังจนกระทั่ง<strong>ตับแข็งและเสียชีวิต</strong>ได้</p>
<p>การใช้ยาเป็นสาเหตุของ<strong>ตับอักเสบเฉียบพลัน</strong>ที่พบรองมา ยาในที่นี้หมายถึงยาที่แพทย์ใช้ในการรักษา ยาต้ม ยาหม้อ สมุนไพร</p>
<p>การดื่มแอลกอฮอล์ ถ้าดื่มในปริมาณมาก สามารถทำให้เกิด<strong>ภาวะตับอักเสบเฉียบพลัน</strong>ได้ แต่คนที่ดื่มปริมาณปานกลาง-มาก ดื่มเป็นระยะเวลานานในที่สุดจะกลายเป็น<strong>ตับอักเสบเรื้อรัง</strong>และ<strong>ตับแข็ง</strong>ต่อไปอีกด้วย</p>
<p>นอกจากนี้ยังมีอีกหลายอย่างที่เป็นสาเหตุของ<strong>ตับอักเสบ</strong> เช่น โรคภูมิต้านทานต่อตับ โรคธาตุเหล็กและธาตุทองแดงสะสมในตับ เป็นต้น</p>
<p>แต่ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตามถ้าเวลาผ่านไป 6 เดือนแล้วตับยังคงอักเสบอยู่ก็จะกลายเป็น<strong>โรคตับอักเสบ</strong>เรื้อรัง สาเหตุของโรคตับอักเสบเรื้อรังที่พบบ่อยในบ้านเรามักมาจาก 4 สาเหตุหลัก คือ <strong>ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี การดื่มแอลกอฮอล์</strong>และ<strong>ไขมันแทรกตับ</strong></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ไขมันแทรกตับ</strong></span> เป็นอีกหนึ่งโรคที่ทำให้เกิด<strong>ตับอักเสบแบบเรื้อรัง</strong> ซึ่งถ้าปล่อยไว้จะดำเนินโรคกลายไปสู่<strong>ภาวะตับแข็ง</strong> และเกิดเป็น<strong>มะเร็งตับ</strong>ในภายหลังได้</p>
<p>ผู้ที่อ้วน น้ำหนักเกิน เป็น<span style="color: #808000;"><strong>เบาหวาน</strong></span> ไขมันจะไปแทรกอยู่ตามส่วนต่างๆ ในร่างกายรวมทั้งในเนื้อตับ คนส่วนใหญ่มักคิดว่าไขมันแทรกตับเกิดจากการที่เรากินไขมันมากจึงลดการบริโภคไขมันเพียงอย่างเดียวซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด</p>
<p>เพราะการลดไขมันเพียงอย่างเดียวโดยไม่ลดคาร์โบไฮเดรตหรืออาหารจำพวกแป้ง และน้ำตาล สุดท้ายก็จะตามมาด้วยโรคอ้วน น้ำหนักเกิน เบาหวาน ไขมันในเลือดผิดปกติ และไขมันแทรกตับอยู่ดี ในประเทศไทยมีประมาณ 5 ล้านคนที่มีโรคตับซ่อนอยู่ หรือคิดเป็น 10%</p>
<p>เพราะฉะนั้นหน้าที่สำคัญของเราคือ การไปตรวจสุขภาพตับ และอย่ารอให้โรคตับถามหา เพราะปัจจุบันโรคตับสามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบซี</p>
<p>นอกจากนั้น<strong>  เบต้ากลูแคน(Betaglucan)</strong> ยังเป็นอีกทางเลือกนึง ที่จะช่วยกระตุ้น<strong>ภูมิต้านทาน</strong>ของร่างกายให้รักษาตัวเองได้ โดยกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวให้ค้นหาสิ่งแปลกปลอมและทำลายเชื้อโรคที่ทำให้เกิดตับอักเสบ พร้อม<strong>ฟื้นฟูเซลล์</strong>ของตับอีกด้วย</p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>เบต้ากลูแคน เพื่อสุขภาพผิว</strong></span></h3>
<p><img class="size-full wp-image-7443 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2017/05/เบต้ากลูแคนช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์เปล่งปลั่ง.jpg" alt="เบต้ากลูแคนช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์เปล่งปลั่ง" width="488" height="330" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/05/เบต้ากลูแคนช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์เปล่งปลั่ง.jpg 488w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/05/เบต้ากลูแคนช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์เปล่งปลั่ง-300x202.jpg 300w" sizes="(max-width: 488px) 100vw, 488px" /></p>
<p>เนื่องจาก<strong> เบต้ากลูแคน </strong>มีคุณสมบัติเป็น<strong>ใยอาหารละลายน้ำ</strong> ดังนั้นจึงสามารถเก็บกักและอุ้มน้ำไว้ในโครงสร้างของมัน ช่วยให้<strong>เซลล์ผิวชุ่มชื้น</strong> มี<strong>น้ำหล่อเลี้ยง</strong> ปกป้องผิวจากความแห้งกร้าน</p>
<p>ป้องกันการติดเชื้อที่ผิวหนัง การเกิด<strong>มะเร็งไฝ</strong> ช่วยลดการซึมซาบของ<strong>รังสียูวี</strong>เข้าสู่ผิวหนัง ป้องกันการสร้าง<strong>เม็ดสีเมลานิน</strong>ซึ่งทำให้<strong>ผิวหมองคล้ำ</strong>และเกิด<strong>จุดด่างดำ</strong> กระตุ้นการสร้างเส้นใย<strong> คอลลาเจน</strong> และ<strong>อิลาสติน</strong> และยังทำงานร่วมกับเซลล์ผิวหนังกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวใหม่</p>
<p><strong>ผิวหนัง</strong>ก็สามารถดูดซึม<strong>เบต้ากลูแคน</strong>ได้ (จากที่เคยทราบกันว่าผิวหนังไม่สามารถดูดซึมสารภายนอกได้) จึงนำมาเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์บำรุงผิว</p>
<p>เพื่อขจัดริ้วรอยเหี่ยวย่น และร่องลึกบนใบหน้า รักษาแผลผ่าตัด ลดขนาดแผลเป็น ซึ่งตัวยาอื่นทำได้ไม่ดีเท่า จากผลวิจัยพิสูจน์ได้ว่า<strong>กลูแคน</strong>ไปกระตุ้นบำรุง<strong>เซลล์แลงเกอฮานส์ (Langerhans cell</strong> ซึ่งก็คือ<strong>แมคโคฟาจ</strong>ที่ผิวหนังนั่นเอง)</p>
<p>จึงช่วย<strong>ต่อต้านอนุมูลอิสระ</strong> ต้านรังสี UV อีกทั้งยังไปจับกับไฟโบรบลาสท์ (เซลล์ที่สร้างคอลลาเจน อิลาสติน และกรดไฮอะลูโรนิคที่เซลล์ผิว) ทำให้ผิวเต่งตึง เปล่งปลั่ง</p>
<p><strong>สารเบต้ากลูแคน </strong>เป็นสารในกลุ่ม <strong>Polysaccharide </strong>ที่ดีที่สุด ซึ่งแพทย์ทั่วโลกให้การยอมรับว่าช่วยทำให้<strong>เซลล์ผิวแข็งแรง</strong>และมีอายุอ่อนลงได้จริง จึงสามารถเข้าบำรุงลึกถึงระดับโครงสร้างของไฟโบบราสท์</p>
<p>เพิ่มการสังเคราะห์ใย<strong>คอลลาเจน</strong>ในชั้นผิว ทำให้ผิวแข็งแรงยืดหยุ่นได้ดีมาก  ช่วย<strong>ลดริ้วรอย</strong>ให้เบาบางลง อ่อนโยนมากขึ้น และชะลอการเกิด<strong>ริ้วรอย</strong>ใหม่</p>
<p><strong>สารเบต้ากลูแคน </strong>ยังทำหน้าที่เข้าไปซ่อมแซม <strong>DNA/RNA</strong>ในเซลล์ผิว <strong>ต่อต้านอนุมูลอิสระ</strong>  และ<strong>เพิ่มภูมิคุ้มกัน</strong>ในเซลล์เม็ดเลือดขาว เซลล์น้ำเหลืองในผิว</p>
<p>ทำให้ผิว<strong>เปล่งปลั่ง</strong> <strong>ไม่หมองคล้ำ ไม่ซูบซีด </strong>ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้<strong> Langerhan Cell, Macrophage Cell</strong> และ <strong>Natural Killer Cell </strong> ทำให้ผิว<strong>เหี่ยวช้า</strong> และยังคงความ<strong>เรียบเนียนเต่งตึง</strong>ดุจวัยสาว</p>
<p><strong>ชะลอความเสื่อม</strong>ของเซลล์โดยตรง เนื่องจาก<strong>เบต้ากลูแคน</strong>เองเป็น<span style="color: #808000;"><strong>สารต้านอนุมูลอิสระ</strong>ที่มีฤทธิ์แรงมาก</span> แรงกว่า<strong>วิตามินอีและซี</strong>ถึง 100เท่า</p>
<p>ด้วยคุณประโยชน์อันน่ามหัศจรรย์ตามที่กล่าวมาเบื้องต้น ทำให้<strong> เบต้ากลูแคน </strong>เป็นสารอาหารที่มีแต่ผลดี (side benefit) โดยไม่มีพิษภัยข้างเคียง (side effect) เหมือนยาทั้งหลาย</p>
<p>และกลายเป็นสารที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มภูมิต้านทานให้แก่ร่างกายได้สูงที่สุดเท่าที่เคยปรากฏ</p>
<p><a title="แอดไลน์ เพื่อสั่งซื้อสินค้ากับฐิสา" href="http://line.me/ti/p/~s7514" target="_blank"><img class="size-full wp-image-7322 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2015/07/อาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนูทริก้า-Nutriga.jpg" alt="อาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน นูทริก้า Nutriga" width="600" height="314" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2015/07/อาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนูทริก้า-Nutriga.jpg 600w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2015/07/อาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนูทริก้า-Nutriga-300x157.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2015/07/อาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนูทริก้า-Nutriga-395x207.jpg 395w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2015/07/อาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนูทริก้า-Nutriga-20x10.jpg 20w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><strong><a title="อาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน นูทริก้า (Nutriga)" href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99-nutriga/" target="_blank">&gt;&gt; รายละเอียด : อาหารเสริม Nutriga &lt;&lt;</a></strong><br />
<a title="[รีวิว] รักษา ‘โรคนอนไม่หลับ’ ด้วยนูทริก้า Nutriga" href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a-nutriga-review/" target="_blank"><strong>&gt;&gt; ริวิว : นูทริก้ากับโรคนอนไม่หลับ &lt;&lt;</strong></a><br />
<strong><a title="[รีวิว] วิธีรักษา ”โรคแพนิค” ด้วยอาหารเสริม Nutriga" href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84-nutriga-cure-panic-disorder/" target="_blank">&gt;&gt; รีวิวการรักษาโรคแพนิคด้วย Nutriga &lt;&lt;</a></strong></p>
<div class="hatom-extra" style="display:none;visibility:hidden;"><span class="entry-title">เบต้ากลูแคน กับ การรักษาโรคร้ายต่างๆ</span> was last modified: <span class="updated">พฤษภาคม 22nd, 2017</span> by <span class="author vcard"><span class="fn">admin</span></span></div><p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%99-betaglucan/">เบต้ากลูแคน กับ การรักษาโรคร้ายต่างๆ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com">TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</a>.</p>
]]></content:encoded>
			</item>
	</channel>
</rss>
