<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โรคผิวหนัง &#8211; TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</title>
	<atom:link href="https://www.tisatrendy.com/tag/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.tisatrendy.com</link>
	<description>รวมทุกเทรนด์เพื่อสุขภาพที่ดีและไลฟ์สไตล์ทันสมัย</description>
	<lastBuildDate>Thu, 11 Sep 2025 05:31:42 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=4.9.7</generator>

<image>
	<url>https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2024/06/cropped-TisaTrendy-Web-Icon-32x32.png</url>
	<title>โรคผิวหนัง &#8211; TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</title>
	<link>https://www.tisatrendy.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>&#8216;ผื่นคัน&#8217; ตามผิวหนัง.. อย่าเกา!</title>
		<link>https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b8%9c%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b2-scratch/</link>
		<pubDate>Tue, 17 May 2016 06:00:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[FAQ]]></category>
		<category><![CDATA[ผื่นคันตามผิวหนัง อย่าเกา]]></category>
		<category><![CDATA[กลาก]]></category>
		<category><![CDATA[คันผิวหนัง]]></category>
		<category><![CDATA[งูสวัด]]></category>
		<category><![CDATA[ผดผื่น]]></category>
		<category><![CDATA[ผิวหนัง]]></category>
		<category><![CDATA[ผิวหนังอักเสบ]]></category>
		<category><![CDATA[ผื่นคัน]]></category>
		<category><![CDATA[ผื่นแพ้]]></category>
		<category><![CDATA[แผลเป็น]]></category>
		<category><![CDATA[โรคผิวหนัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.mlm-idea-be-rich.com/?p=5454</guid>
		<description><![CDATA[<p>อย่าเกา..ถ้ามี &#8216;ผื่นคัน&#8217; ตามผิวหนัง ถ้ามี ผ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b8%9c%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b2-scratch/">&#8216;ผื่นคัน&#8217; ตามผิวหนัง.. อย่าเกา!</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com">TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</a>.</p>
]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #993300;"><strong>อย่าเกา..ถ้ามี &#8216;ผื่นคัน&#8217; ตามผิวหนัง</strong></span></h2>
<p>ถ้ามี <span style="color: #808000;"><strong>ผื่นคัน </strong></span>ตามผิวหนังเกิดขึ้นหรือคันโดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่ควรซื้อยามากินหรือทาเอง</p>
<p>และที่สำคัญไม่ควรเกาเพราะเล็บของเราที่ครูดกับผิวหนังจะทำให้<span style="color: #808000;"><strong>เกิดแผลและติดเชื้อได้</strong></span> รีบหาหมอดีกว่าค่ะ&#8230;<span id="more-5454"></span></p>
<p>สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยเตือนว่า <span style="color: #808000;"><strong>โรคผิวหนัง</strong></span>ติดเชื้อพบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่ว่าลักษณะของผื่น, บริเวณที่เกิดโรค มีความรุนแรงที่ต่างกัน เชื้อสาเหตุของโรคมี 4 กลุ่มหลักๆคือ <em>ไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา และปาราสิต</em></p>
<h2><span style="color: #008000;"><strong>1.</strong> เชื้อไวรัส</span></h2>
<ul>
<li><strong style="color: #666699;">โรคอีสุกอีใส</strong><span style="color: #666699;"> เกิดจาก</span><strong style="color: #666699;">เชื้อซอสเตอร์ (varizella-zoster)</strong><span style="color: #666699;"> ซึ่งติดต่อจากการหายใจ เริ่มจากการมีไข้ สักพักก็จะมีตุ่มแดงๆขึ้น คัน กระจายไปตามใบหน้าและลำตัว แล้วตุ่มแดงๆก็จะเปลี่ยนเป็นตุ่มใส</span></li>
</ul>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">ต่อมา 2-3 วันก็จะตกสะเก็ดไป ตุ่มใหม่ก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ ในเด็กผื่นจะน้อย อาการไม่มาก ส่วนผู้ใหญ่มักจะมีอาการรุนแรงและมีตุ่มขึ้นมากกว่า โดยทั่วไปผื่นจะหายเองโดยไม่มี</span><strong style="color: #666699;">แผลเป็น</strong><span style="color: #666699;"> นอกจากจะติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน</span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;"> โดยเฉพาะจากการเกา พออีสุกอีใสหายเชื้อไวรัสตัวนี้ก็ไปหลบที่ปมประสาท เมื่อไหร่ก็ตามที่ภูมิคุ้มกันต่อเชื้อต่ำลงก็จะเกิดโรค</span><strong style="color: #666699;">งูสวัด</strong><span style="color: #666699;">ในภายหลังได้</span></p>
<ul>
<li><span style="color: #666699;"><strong>โรคงูสวัด</strong> เกิดจากเชื้อไวรัสโรคอีสุกอีใสที่ซ่อนอยู่ในปมประสาทนี่แหล่ะ! พอร่างกายอ่อนแอเชื้อนี้จะแบ่งตัวเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดการอักเสบที่เส้นประสาท กระจายมาที่ผิวหนังเกิดตุ่มเหมือนอีสุกอีใสขึ้นมาตามบริเวณที่เส้นประสาทเส้นนั้นไปเลี้ยง </span></li>
</ul>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรค</span><strong style="color: #666699;">งูสวัด</strong><span style="color: #666699;"> คือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ต่ำลงจากอายุมากขึ้นหรือได้รับยากดภูมิ</span><strong style="color: #666699;">โรคมะเร็ง</strong><strong style="color: #666699;">โรคเอดส์</strong><span style="color: #666699;"> ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตามแนวเส้นประสาทนำมาก่อนหรือเกิดพร้อมๆกับผื่น </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">ผื่น</span><strong style="color: #666699;">งูสวัด</strong><span style="color: #666699;">จะเป็นแนวยาวซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย ไม่พันรอบตัว เพราะเส้นประสาท 1 เส้นเลี้ยงแค่ครึ่งหนึ่งของลำตัว แม้ผื่น</span><strong style="color: #666699;">งูสวัด</strong><span style="color: #666699;">หายไปแล้ว ก็อาจมีอาการปวดเรื้อรังบริเวณที่เป็น</span></p>
<p>คนส่วนใหญ่มักคิดว่า<strong>งูสวัด </strong>พบในผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง เด็กก็สามารถเป็นโรคนี้ได้ ถ้าเกิดโรคในเด็ก มักได้ประวัติว่าเด็กเคยเป็นอีสุกอีใสเมื่ออายุน้อยกว่า 1 ปี หรือมารดาเป็นอีสุกอีใสระหว่างตั้งครรภ์</p>
<p>ซึ่งรักษาด้วยการให้ยาต้านและการรักษาตามอาการเช่น ประคบ ทายา ให้ยาแก้ปวด ส่วนใหญ่แล้วผื่นจะหายเองได้ใน 1-2 อาทิตย์ <strong><span style="color: #993300;">การให้ยาต้านเชื้อไวรัสถ้าจะให้ได้ผลดีต้องให้ภายในเวลา 72 ชั่วโมงแรก แปลว่าเราต้องสังเกตอาการให้ดี รู้ไว ก็จะคุมโรคง่ายขึ้น</span></strong></p>
<ul>
<li><span style="color: #666699;"><strong>โรคหูดข้าวสุก</strong> ติดต่อโดยการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นโรคหูดข้าวสุก ซึ่งจะมีลักษณะเป็นตุ่มนูนมีสีเดียวกับผิวหนังขนาดต่างๆ กัน กลางตุ่มบุ๋ม ภายในตุ่มจะพบสารสีขาวแข็งคล้ายข้าวสุก พบบ่อยช่วงลำตัว หน้าอก หลัง แขนขา อวัยวะเพศ รักษาโดยการจี้ไฟฟ้า ทายา หรือพ่นไนโตรเจนเหลว</span></li>
</ul>
<h2><span style="color: #008000;"><strong>2.</strong> เชื้อแบคทีเรีย</span></h2>
<p>เชื้อแบคทีเรียที่ปกติอยู่บนผิวหนังทำให้เกิด<span style="color: #808000;"><strong>โรคแผลพุพอง</strong></span> เริ่มจากตุ่มหนองหรือตุ่มน้ำใส แล้วตกสะเก็ดแห้งสีน้ำผึ้งติดแน่น พบที่หน้า แขน ขา ติดต่อลามจากแผลไปยังส่วนอื่นๆได้โดยการแกะเกา โรคนี้สัมพันธ์กับการไม่รักษาความสะอาด ความชื้น อากาศร้อน รักษาโดยใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียทา หรือยาปฏิชีวนะ</p>
<h2><span style="color: #008000;">3. เชื้อรา</span></h2>
<p><span style="color: #808000;"><strong>เกลื้อน </strong></span>เป็นเชื้อราปกติที่อยู่บนผิวหนัง ในสภาวะที่ความมันและความชื้นเหมาะสมจะก่อโรคได้ จึงพบได้บ่อย กับคนที่มีผิวมัน เหงื่อออกมาก ผิวหนังชื้นอยู่เสมอ</p>
<p>ลักษณะผื่นจะเป็นวงเล็กๆ เริ่มจากรอบรูขุมขน อาจขยายรวมกันเป็นปื้นใหญ่ ถ้าใช้เล็บขูดจะเห็นขุยชัดขึ้น ผื่นมีหลายสี ขาว แดง น้ำตาล พบบริเวณที่มันและชื้น อาจไม่มีอาการหรือคันเล็กน้อย</p>
<p>รักษาด้วยแชมพูกำจัดเชื้อรา เช่น 20% sodium thiosulfate หรือ 2.5% selenium sulfide หรือ ketoconazole โดยทาแชมพูทั่วบริเวณที่มันและชื้น เช่น ลำตัว ต้นแขน ต้นขา ทิ้งไว้ 5-10 นาทีแล้วล้างออก</p>
<p>ถ้าฟอกมากเกินไป อาจเกิดการระคายเคืองที่ผิวหนังได้ มักติดจากเล็บและเส้นผม เกิดจากการใช้สิ่งของร่วมกับคนเป็นโรค ติดจากดิน สัตว์ ร่วมกับผิวหนังที่ชื้น</p>
<ul>
<li><strong style="color: #666699;">กลากบริเวณในร่มผ้าเรียกว่า โรคสังคัง</strong><span style="color: #666699;"> กลากที่ฝ่าเท้า ง่ามนิ้วเท้าเรียก ฮ่องกงฟุต กลากที่ผิวหนังเริ่มจากเป็นตุ่มแดงแล้วค่อยๆ ขยายลามออกไปเป็นวง ขอบเขตชัดเจน ขอบผื่นอาจจะมีตุ่มน้ำใสหรือเป็นหนองขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อและปฏิกริยาจากภูมิต้านทานของผู้ป่วย บางครั้งผื่นลามติดกันหลายวง จนเป็นวงแหวนซ้อนกัน</span></li>
</ul>
<ul>
<li><strong style="color: #666699;">กลากในเด็ก</strong><span style="color: #666699;"> พบบ่อยที่ศีรษะ ผื่นเป็นขุยสีเทา ผมร่วง หัก หรืออักเสบมากเป็นตุ่มฝีหนองสลับกับร่องรอยของการอักเสบที่หายเองเป็นแผลเป็นเรียกว่า ชันนะตุ การทายา<strong>สเตียรอยด์</strong> ผื่นอาจดีขึ้นแต่ไม่หายและลามออกเรื่อย กรณีเป็นกลากที่ผิวหนังควรใช้ยาทาฆ่าเชื้อราทาประมาณ 1-2 เดือน</span></li>
</ul>
<h2><span style="color: #008000;">4. ปาราสิต<strong> </strong></span></h2>
<ol>
<li><strong>โรคหิด</strong> เกิดจากไรชนิดหนึ่งติดต่อโดยการสัมผัสใกล้ชิดผู้เป็นโรค เป็นตุ่มน้ำใสหรือตุ่มแดงทั่วตัวแขนขา ผื่นมากบริเวณที่อุ่น ซอกพับ เช่น ง่ามนิ้วมือ ง่ามนิ้วเท้า ข้อมือ ข้อเท้า ก้น และอัณฑะ ผู้ป่วยคันมากโดยเฉพาะเวลากลางคืน หากเกามากอาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน เป็นตุ่มหนองร่วมด้วย</li>
<li><strong>เหา ตัวเหา</strong> อาศัยอยู่บนหนังศีรษะและเส้นผม อาศัยเลือดบนหนังศีรษะเป็นอาหาร โรคนี้เกิดการติดต่อและการแพร่กระจายจากศีรษะสัมผัสกันโดยตรง หรือจากการใช้สิ่งของร่วมกันเช่น หวี หมวก ผ้า หมวกกันน็อค ส่วนมากไม่มีอาการผิดปกติ บางคนจะมีอาการคัน หนังศีรษะแดงเป็นขุยหรือเป็นสะเก็ด อาจพบรอยเกาที่บริเวณหนังศีรษะ ตัวเหามองหายากเพราะคลานหลบตามเส้นผมได้ แต่ไข่เหานั้นพบได้ง่ายที่บริเวณท้ายทอยและหลังใบหู วิธีกำจัดเหามีหลายแบบอาจใช้ครีม เจล หวี หรือยากิน ไม่ว่าจะใช้วิธีใดต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของการรักษาวิธีนั้นๆอย่างเคร่งครัด</li>
</ol>
<h4><span style="color: #666699;"><strong>       สรุปคือหากมี &#8216;ผื่นคัน&#8217; ตามผิวหนัง หรือคันโดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่ควรซื้อยามารับประทานหรือยาทาเอง เพราะไม่ว่ายากำจัดเชื้อรา ยาปฏิชีวนะหรือยาต้านไวรัส ถ้าใช้ไม่ถูกต้องมีโอกาสทำให้เชื้อดื้อยาได้ </strong></span></h4>
<h4><span style="color: #666699;"><strong>ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง ไม่ควรเกาหรือแกะเพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนเข้าไปอีกและมีการกระจายของโรคเพิ่มขึ้น..</strong></span></h4>
<h4>     <strong>ว่านหางจระเข้</strong>เป็นอีกทางเลือกนึงในการรักษา สมุนไพร<strong>ว่านหางจระเข้</strong>นี้มีสรรพคุณโดดเด่นมากในเรื่อง รักษาแผลต่างๆ โรคผิวหนัง โรคติดเชื้อ สามารถใช้รักษาและป้องกันก่อนที่จะเป็น</h4>
<p><span style="color: #993300;"><strong>        สารอโลคูตินและอะลอคตินA ในว่านหางจระเข้มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค และสลายพิษของเชื้อโรคได้, สารอะโลมิซิน สามารถระงับการขยายตัวของเชื้อไวรัส </strong></span></p>
<p><span style="color: #993300;"><strong>รวมทั้งโพลีแซคคาไรด์ในว่านหางจะเข้ยังช่วยกระตุ้นภูมิต้านทาน ทำให้เม็ดเลือดขาวแข็งแรงขึ้น สามารถนำมาใช้ได้อย่างปลอดภัยเพราะเป็นสารจากธรรมชาติ 100%</strong></span></p>
<p style="text-align: center;"><a title="น้ำว่านหางจระเข้ S VERA PLUS" href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89-s-vera-plus/" target="_blank"><strong>&gt;&gt; น้ำว่านหางจระเข้ S Vera plus &lt;&lt;</strong></a><br />
<a title="รีวิวน้ำว่านหางจระเข้ S Vera Plus" href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89/" target="_blank"><strong> &gt;&gt; รีวิวน้ำว่านหางจระเข้ S Vera plus &lt;&lt;</strong></a><br />
<a title="ลดรอยสิว แบบเห็นผลชัดเจนด้วยเจลว่านหางจระเข้" href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/faq/%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a7-s-vera-gel/" target="_blank"><strong>&gt;&gt; สมานแผลด้วยเจลว่านหางจระเข้ &lt;&lt;</strong></a></p>
<div class="hatom-extra" style="display:none;visibility:hidden;"><span class="entry-title">&#8216;ผื่นคัน&#8217; ตามผิวหนัง.. อย่าเกา!</span> was last modified: <span class="updated">สิงหาคม 4th, 2016</span> by <span class="author vcard"><span class="fn">admin</span></span></div><p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b8%9c%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b2-scratch/">&#8216;ผื่นคัน&#8217; ตามผิวหนัง.. อย่าเกา!</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com">TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</a>.</p>
]]></content:encoded>
			</item>
		<item>
		<title>มะเร็งผิวหนัง&#8230;ภัยร้ายจากแสงแดด</title>
		<link>https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87/</link>
		<pubDate>Sun, 28 Feb 2016 07:45:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[FAQ]]></category>
		<category><![CDATA[ป้องกันมะเร็งผิวหนัง]]></category>
		<category><![CDATA[กันแดด]]></category>
		<category><![CDATA[กันแดดหน้า]]></category>
		<category><![CDATA[ครีมกันแดด]]></category>
		<category><![CDATA[ครีมกันแดดทาหน้า]]></category>
		<category><![CDATA[ฝ้าลึก]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็งผิวหนัง]]></category>
		<category><![CDATA[แสงแดด]]></category>
		<category><![CDATA[โรคจากแสงแดด]]></category>
		<category><![CDATA[โรคผิวหนัง]]></category>
		<category><![CDATA[โรคมะเร็งผิวหนัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.mlm-idea-be-rich.com/?p=2492</guid>
		<description><![CDATA[<p>ความจริงแล้วแสงแดดมีประโยชน์ต่อสิ่งมีชีิวต ไม่ว่าจะเป็น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87/">มะเร็งผิวหนัง&#8230;ภัยร้ายจากแสงแดด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com">TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</a>.</p>
]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ความจริงแล้ว<strong>แสงแดด</strong>มีประโยชน์ต่อสิ่งมีชีิวต ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ สัตว์และพืชพันธุ์</p>
<p>ซึ่งการได้รับแสงแดดในปริมาณน้อยๆจะมีผลดีในการกระตุ้นให้ผิวหนังสร้างวิตามินดี ซึ่งดีต่อสุขภาพในการสร้างกระดูกให้แข็งแรง</p>
<p>แต่การที่ผิวหนังของเราสัมผัสกับ<strong>แสงแดดจ้า</strong>โดยตรงเป็นระยะเวลานานหรือถูกแสงแดดแผดเผามากๆ รังสีอัลตราไวโอเลตในแสงแดดก็จะทำให้เกิดความเสียหายของเซลล์ผิวหนังได้<span id="more-2492"></span></p>
<p>ซึ่งส่งผลให้เกิดเป็น<strong>โรคที่เกิดจากแสงแดด</strong>ได้ ดังนี้</p>
<p><strong>1. กระ และ ฝ้า (Freckles and Melasma) </strong></p>
<p>มีสาเหตุจากการที่<strong>รังสียูวีบี</strong>ไปกระตุ้นเซลล์สร้าง<strong>เม็ดสีเมลาโนไซต์(Melanocyte)</strong> ให้ผลิต<strong>เม็ดสีเมลานิน(Melanin)</strong> ซึ่งอยู่ในผิวหนังชั้นนอกส่วนล่าง(Epidermis) ให้ทำงาน<strong>มากผิดปกติ</strong> เมื่อมีเมลานินมากขึ้น ผิวก็จะยิ่งมีสีเข้มขึ้น เมื่อมองดูจากผิวหนังด้านบนจึงเห็นผิวหนังมีสีไม่เท่ากัน</p>
<p>ซึ่งแยกออกเป็น 2 ชนิด ตามลักษณะดังนี้</p>
<ul>
<li><strong>กระ</strong> มีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลหรือสีดำ มักมีขนาดเล็กกว่า 0.5 ซม. พบได้บริเวณใบหน้าและผิวหนังส่วนต่างๆ ที่โดนแสงแดดเป็นประจำ โดยทั่วไปแล้วเกิดขึ้นตั้งแต่ในช่วงวัยเด็ก เป็นกรรมพันธุ์ในครอบครัว พบมากในคนผิวขาว และจะมีปริมาณและสีที่เข้มขึ้น เมื่ออายุมากขึ้นหรือถูก<strong>กระตุ้นด้วยแสงแดด</strong></li>
<li><strong>ฝ้า</strong> มีลักษณะเป็นแผ่นสีน้ำตาลอ่อนหรือน้ำตาลเข้ม พบได้บริเวณใบหน้าตรงโหนกแก้ม หน้าผาก จมูก และเป็นกับผูหญิงมากกว่าผู้ชาย แบ่งเป็น 3 ชนิด คือ <strong>ฝ้าตื้น</strong>หรือ<strong>ฝ้าแดด</strong> เกิดจากแสงแดด <strong>ฝ้าลึก</strong> เกิดจาก<strong>ฮอร์โมน</strong>หรือ<strong>สารเคมี</strong> และ<strong>ฝ้าผสม</strong>เกิดจากการเป็นฝ้าทั้งสองชนิดซ้อนทับกัน</li>
</ul>
<p><strong>2. รอยเหี่ยวย่น (Wrinkle)</strong></p>
<p>แสงแดดเป็น<strong>อนุมูลอิสระ</strong> รังสียูวีจากแสงแดดไปทำลาย<strong>คอลลาเจน</strong>ซึ่งเป็นโปรตีนที่อยู่ในชั้นผิวหนัง ทำให้ผิวขาดความเต่งตึง เกิดการหย่อนคล้อย นอกจากนี้รังสียูวียังไปทำลาย<strong>อีลาสติน</strong> ซึ่งเป็นเส้นใยโปรตีนที่ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่นถูกทำลาย เป็นเหตุให้ผิวไม่กระชับ เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นขึ้น เห็นเป็นตีนกา ตามใบหน้าและรอบดวงตา</p>
<p><strong>3. ผื่นแพ้แดด (Photodermatitis)</strong></p>
<p>เป็นลักษณะของ<strong>ผื่นแพ้สัมผัส(Allergic Contact Dermatitis)</strong> เมื่อผิวหนังสัมผัสกับสารชนิดหนึ่งแล้วโดนแสงแดด จนเกิดกฏิกิริยาการแพ้ในการสัมผัสกับแสงแดด ก่อให้เกิดผื่นแพ้ผิวหนังอักเสบขึ้นมาทันที อาการผื่นแพ้แดดที่เกิดขึ้นคือ บวม แสบร้อนที่ผิวหนัง มีผื่นแดงขึ้น อาจมีตุ่มน้ำเล็กๆใสๆขึ้นด้วย</p>
<p><strong>4. ผิวไหม้จากแสงแดด (Sun Burn)</strong></p>
<p>แม้ว่าแสงแดดสามารถให้ความอบอุ่นเราได้ แต่ถ้าเราอยู่ในที่แจ้ง ได้รับแสงแดดที่ร้อนมากและเป็นระยะเวลายาวนานโดยขาดความระมัดระวัง ก็จะทำให้ผิวหนังบริเวณที่สัมผัสแสงแดดร้อนมากขึ้น จนเกิดอาการผิวไหม้ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระดับ คือ</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong>ระดับ 1</strong> มีการอักเสบเล็กน้อย มีอาการแดงหรือรู้สึกว่าคันที่ผิวหนัง</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong>ระดับ 2</strong> ผิวปวดแสบร้อนและมีลักษณะบวมแดง วันต่อๆมาผิวหนังบริเวณนั้นจะลอกออกเป็นขุย</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong>ระดับ 3</strong> ผิวผุพองเหมือนโดยน้ำร้อนลวก เมื่อแตกออกจะเกิดแผลทำให้ติดเชื้อและอาจทำให้เกิดแผลเป็นได้</p>
<p style="padding-left: 30px;"><img class=" wp-image-4661 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2016/02/มะเร็งผิวหนัง-ภัยร้ายแสงแดด.jpg" alt="ป้องกันการเกิดมะเร็งผิวหนังด้วยครีมกันแดดคุณภาพดี" width="277" height="188" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2016/02/มะเร็งผิวหนัง-ภัยร้ายแสงแดด.jpg 309w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2016/02/มะเร็งผิวหนัง-ภัยร้ายแสงแดด-300x203.jpg 300w" sizes="(max-width: 277px) 100vw, 277px" /></p>
<p> <strong>5. โรคต้อกระจก (Cataract)</strong></p>
<p>ตาของมนุษย์ไม่เพียงแต่ได้รับแสงที่ส่งมาจากดวงอาทิตย์โดยตรงเท่านั้น แต่ยังได้รับแสงจากการตกกระทบด้วย แสงแดดเป็นอันตรายต่อ<strong>กระจกตา</strong>และ<strong>เลนส์แก้วตา</strong> หากตาได้รับรังสีอุลตราไวโอเลตโดยที่ไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน ก็จะเป็นอันตรายต่อดวงตาเกิด<strong>โรคต้อกระจก</strong>ขึ้นได้</p>
<p><strong>6. โรคลมแดด (Heat Stroke)</strong></p>
<p>เป็นโรคที่เกิดจากการที่ร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไป จนทำให้ความร้อนในร่างกายสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส แสงแดดและความร้อนทำให้ร่างกายขาดน้ำ ทำให้เป็น<strong>ลมแดด</strong>หรือ<strong>ตะคริวแดด</strong> พบบ่อยในผู้สูงอายุและมีโรคเรื้อรัง ทั้งยังเกิดขึ้นจากการออกกำลังที่หักโหมเกินไปในกลุ่มผู้ใช้แรงงานและนักกีฬา โดยมีอาการเมื่อยล้า อ่อนเพลีย คลื่นไส้ หน้ามืด เป็นลม</p>
<p><strong>7. โรคลูปัส (Systemic lupus erythematosus, SLE)</strong></p>
<p><strong>โรค SLE หรือโรคพุ่มพวง</strong> เป็น<strong>โรคภูมิต้านทานตนเองทำลายเนื้อเยื่อตัวเอง</strong> ส่งผลร้ายต่ออวัยวะต่างๆในร่างกายของผู้ป่วย ซึ่งเมื่อสัมผัสแสงแดดจะเกิดผื่นแดง บวมได้ง่าย โดยเฉพาะบริเวณโหนกแก้มและดั้งจมูก</p>
<p>และท้ายที่สุดก็คือ</p>
<p><strong>8. มะเร็งผิวหนัง (Skin Cancer)</strong></p>
<p>หากผิวหนังสัมผัสแสงแดดที่ร้อนเป็นประจำโดยไม่ได้ป้องกันผิวหนังบริเวณนั้นอาจเกิดความผิดปกติขึ้น ทำให้กลายไปเป็น <strong>มะเร็งผิวหนัง </strong>ได้ โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นไฝ</p>
<p><strong>มะเร็งผิวหนัง</strong> มี 3 ชนิดดังนี้</p>
<ul>
<li><strong>มะเร็งผิวหนังชนิดเบซัลเซลล์ Basal cell carcinoma</strong> เป็นมะเร็งผิวหนังชนิดที่พบมากที่สุด มีลักษณะเป็นตุ่มหรือแผ่นสีเนื้อผิวมันๆ มันจะรักษาหายถ้าตรวจพบและรักษาอย่างทันท่วงที</li>
<li><strong>มะเร็งผิวหนังชนิดสเควมัสเซลล์ Squamous cell carcinoma </strong>มีลักษณะเป็นก้อนแข็งสีแดง หรือแผ่นเป็นเกล็ด หรือเป็นแผ่นขรุขระ</li>
<li><strong>มะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา Malignant melanoma </strong>เป็นมะเร็งผิวหนังชนิดที่พบไม่บ่อยแต่มักจะรุนแรงและแพร่กระจายได้ เริ่มแรกมีลักษณะคล้ายไฝดำแล้วแปรสภาพเป็นเนื้อร้าย จึงมักเรียกกันว่า<strong> &#8220;มะเร็งไฝดำ&#8221;</strong></li>
</ul>
<p>ซึ่งในปัจจุบันพบว่าคนเป็นมะเร็งผิวหนังเพิ่มมากขึ้นและคนที่เคยเป็นมะเร็งผิวหนัง มักมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งอย่างอื่นเพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังคือ</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong>(1) โดนแดดมากเกินไปและอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน</strong> โดยเฉพาะคนที่ไม่มีการป้องกันแสงแดดเลย เช่น ไม่สวมหมวก,เสื้อคลุม,ทาครีมกันแดด,กางร่ม ฯลฯ</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong>(2) คนที่มีผิวขาว</strong> ก็มีโอกาสเสี่ยงในการเป็นมะเร็งผิวหนังมากกว่าคนที่มีผิวคล้ำหรือผิวดำ</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong>(3) คนที่มีผิวหนังบอบบาง</strong> ผิวหนังเกิดอาการไหม้ได้ง่ายเมื่อโดนแดดแผดเผา</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong>(4) คนที่มีภาวะภูมิคุ้มกันอ่อนแอ</strong> เช่น คนที่ต้องกินยากดภูมิต้านทานเป็นปกติ , ผู้ป่วยโรคเอดส์ เป็นต้น</p>
<p>ซึ่งจะเป็นการดีถ้าเราหาหนทางป้องกันภัยจาก<strong>แสงแดด</strong> เพื่อลดความเสี่ยงในการเป็น<strong>มะเร็งผิวหนัง</strong> เพราะเมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้วค่อยทำการรักษา ก็จะยิ่งทำให้เสียเวลาและเงินทองในการรักษาจำนวนมาก</p>
<p>โดยกระบวนการรักษาทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็น การผ่าตัดเอาเนื้อร้ายออก การใช้เลเซอร์,การฉายรังสี,การใช้เคมีบำบัด ฯลฯ ซึ่งนำมาซึ่งค่ารักษามากมายและในรายที่ลุกลามรุนแรงก็อาจจะเสียชีวิตได้</p>
<p><strong>วิธีการป้องกันแสงแดด</strong></p>
<ul>
<li><strong>หลีกเลี่ยงแสงแดดตอนกลางวัน</strong> เนื่องจากเป็นแดดที่มีความแรงที่สุด</li>
<li><strong>ใช้ครีมกันแดดอยู่เสมอ</strong> โดยควรใช้ครีมกันแดดที่มีความสามารถในการกรองแสงแดดมากขนาดตั้งแต่ SPF 15 ขึ้นไป และใช้ในปริมาณที่มากเพียงพอ</li>
<li><strong>ควรสวมใส่เสื้อผ้าสีเข้มเมื่อต้องอยู่กลางแดด</strong> และสวมหมวกปีกกว้าง ใส่แว่นกันแดด เพื่อป้องกันใบหน้า ลำคอ ดวงตาและร่างกายจากแสงแดด</li>
<li><strong>ระมัดระวังในการทานยา</strong> เพราะการทานยาบางชนิดทำให้ผิวหนังมีความไวต่อแสงแดด</li>
</ul>
<p>ซึ่งทางเลือกที่ง่ายที่สุดนอกจากการ<strong>หลีกเลี่ยงการรับแสงแดดโดยตรง</strong> ก็คือการใช้<strong>ครีมกันแดด</strong>ที่มีประสิทธิภาพสูงพอในการปกป้องผิวของเรา โดยเฉพาะ<strong>ครีมกันแดด</strong>ที่มี<strong>สารซิงค์ออกไซด์ (zinc oxide)</strong> และ<strong>ไทเทเนียมออกไซด์ (titanium oxide)</strong> เป็นส่วนประกอบ</p>
<p>โดยควรจะเลือกใช้ครีมที่มี <span style="color: #808000;"><strong>SPF</strong> </span>ที่สูง แต่ไม่ควรสูงเกิน <strong>SPF 50</strong> โดยนอกจากแสงแดดจะทำให้<strong>เกิดมะเร็งผิวหนัง</strong>แล้วยังทำให้<strong>ผิวหนังเหี่ยวย่น</strong>ได้และ<strong>ภูมิต้านทานลดลง</strong>อีกด้วย และสิ่งที่สำคัญมากคือการปกป้องเด็กเล็กจากแสงแดด</p>
<p>เนื่องจากดีเอ็นเอเด็กเล็กมีความเสี่ยงที่จะเสียหายจากรังสีอัลตราไวโอเลตในแสงแดดมากกว่าเด็กโตหรือผู้ใหญ่<strong><span style="color: #808000;"> แม้ว่าคนเราจะมีความสามารถในการซ่อมแซมความเสียหายจากแสงแดดได้ดีถึง 99.99% แต่บางครั้งจะมีเซลล์ที่เล็ดลอดไปและเปลี่ยนเป็นมะเร็งได้เช่นกัน</span></strong></p>
<p>อย่างไรก็ตามก็ไม่ควรพึ่งพิง<strong>ครีมกันแดด</strong>มากเกินไปไม่ว่าจะเป็น<strong>ครีมกันแดด</strong>ที่มี<strong>ค่า SPF30</strong> หรือมากกว่า หลายคนเข้าใจผิดว่าการใช้<strong>ครีมกันแดดที่มาค่า SPFมากๆ</strong>เช่น <strong>SPF 70</strong> หรือ<strong> SPF100</strong> จะมี<strong>ฤทธิ์ป้องกันแสงแดด</strong>ได้มากขึ้น</p>
<p><strong><span style="color: #808000;">แต่ที่จริงแล้ว SPFที่มากกว่า 50 ไม่ได้เพิ่มการป้องกันมากขึ้นเลย</span> </strong>ขณะที่ครีมกันแดดที่มีสารซิงค์ออกไซด์และไทเทเนียมออกไซด์ผสมอยู่มีประสิทธิภาพในการป้อง<span style="color: #808000;">กันแดด</span>ได้ดี</p>
<p>ดังนั้นคนที่ต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งจึงควรป้องกันไว้ด้วย<span style="color: #808000;"><strong>ครีมกันแดด</strong></span> และเลือกออกแดดเพื่อรับวิตามินดีในช่วง<strong>แดดอ่อนยามเช้า</strong>แทนการออกแดดในช่วงเที่ยงวัน แค่นี้เราก็สามารถลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังแล้ว</p>
<p><strong>บทความที่น่าสนใจ</strong></p>
<ul>
<li><a title="โลชั่นกันแดดทาตัว SUNCARE" href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c-skin-cosmetics/%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7-suncare/" target="_blank"><strong>โลชั่นกันแดดทาตัว SUNCARE</strong></a></li>
<li><a title="‘หน้าเป็นฝ้า’ แก้ได้ด้วยสมุนไพรว่านหางจระเข้" href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/faq/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%9d%e0%b9%89%e0%b8%b2-melasma/" target="_blank"><strong>หน้าเป็นฝ้า แก้ได้ด้วยพืชสมุนไพรว่านหางจระเข้</strong></a></li>
<li><a title="รูขุมขนกว้าง และผิวมัน ทำไงดีนะ?" href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/faq/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99/" target="_blank"><strong>ผิวมัน รูขุมขนกว้าง ทำไงดี?</strong></a></li>
</ul>
<div class="hatom-extra" style="display:none;visibility:hidden;"><span class="entry-title">มะเร็งผิวหนัง&#8230;ภัยร้ายจากแสงแดด</span> was last modified: <span class="updated">กันยายน 13th, 2017</span> by <span class="author vcard"><span class="fn">admin</span></span></div><p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87/">มะเร็งผิวหนัง&#8230;ภัยร้ายจากแสงแดด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com">TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</a>.</p>
]]></content:encoded>
			</item>
	</channel>
</rss>
