<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สุขภาพ &#8211; TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</title>
	<atom:link href="https://www.tisatrendy.com/tag/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.tisatrendy.com</link>
	<description>รวมทุกเทรนด์เพื่อสุขภาพที่ดีและไลฟ์สไตล์ทันสมัย</description>
	<lastBuildDate>Thu, 11 Sep 2025 05:31:42 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=4.9.7</generator>

<image>
	<url>https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2024/06/cropped-TisaTrendy-Web-Icon-32x32.png</url>
	<title>สุขภาพ &#8211; TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</title>
	<link>https://www.tisatrendy.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ไม่อยากตกเป็นเหยื่อโฆษณา ต้องดู &#8220;ข้อมูลโภชนาการ&#8221; ให้เป็น</title>
		<link>https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b9%82%e0%b8%a0%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-nutrition-information/</link>
		<pubDate>Wed, 17 Jul 2019 17:10:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[FAQ]]></category>
		<category><![CDATA[Nutrition-Information]]></category>
		<category><![CDATA[การโฆษณา]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อมูลโภชนาการ]]></category>
		<category><![CDATA[คุณค่าทางอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ฉลากโภชนาการ]]></category>
		<category><![CDATA[สารอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[หลักโภชนาการ]]></category>
		<category><![CDATA[เหยื่อโฆษณา]]></category>
		<category><![CDATA[โฆษณาชวนเชื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[โภชนาการ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.mlm-idea-be-rich.com/?p=10477</guid>
		<description><![CDATA[<p>สังเกต &#8220;ข้อมูลโภชนาการ&#8221; ให้เป็น เพื่อสุขภาพ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b9%82%e0%b8%a0%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-nutrition-information/">ไม่อยากตกเป็นเหยื่อโฆษณา ต้องดู &#8220;ข้อมูลโภชนาการ&#8221; ให้เป็น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com">TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</a>.</p>
]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<h1><strong>สังเกต &#8220;ข้อมูลโภชนาการ&#8221; ให้เป็น เพื่อสุขภาพที่ดี</strong></h1>
<p>ทุกวันนี้เรามักจะได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ต่างๆผ่านทางสื่อ<strong><span style="color: #808000;">โฆษณา</span></strong> โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ว่ามีส่วนผสมที่ช่วยให้<strong><span style="color: #808000;">สุขภาพดี</span></strong> รวมถึงมีผลิตภัณฑ์หลายอย่างที่ดูผ่านๆอาจจะเหมือนไม่มีอันตรายมากนัก</p>
<p>แต่ความจริงอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่กล่าวอ้าง เราจึง<strong><span style="color: #808000;">ต้องอ่านฉลากให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ</span></strong></p>
<p><img class="size-full wp-image-10526 aligncenter" src="https://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2019/07/read-nutrition-fact-before-buy.jpg" alt="เราควรอ่านข้อมูลโภชนาการบนสินค้าก่อนเลือกซื้อ" width="500" height="371" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/07/read-nutrition-fact-before-buy.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/07/read-nutrition-fact-before-buy-300x223.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/07/read-nutrition-fact-before-buy-395x293.jpg 395w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<h3><strong><span style="color: #008000;">อย่าหลงกลคำว่า ต่อหน่วยบริโภค</span></strong></h3>
<p>ผลิตภัณฑ์หลายๆชนิด มีส่วนผสมของ<strong><span style="color: #808000;">สารอาหาร</span></strong>บางอย่างมากไป แต่ถ้าเขียนเอาไว้ตรงๆว่ามีส่วนผสมดังกล่าวเท่าไหร่ ก็อาจจะกลัวผู้บริโภคเห็นแล้วไม่ซื้อ ผู้ผลิตจึงเลือกใช้วิธีแบ่งผลิตภัณฑ์นั้นออกเป็นหน่วยย่อยๆที่เรียกว่า <strong><span style="color: #808000;">หน่วยบริโภค</span></strong> เพื่อให้ผู้บริโภคที่ดูฉลากแบบผ่านๆเข้าใจผิดว่าผลิตภัณฑ์นั้นไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น</p>
<p><strong>1. น้ำส้ม 100% ขนาด 1 ลิตร (1000 ซีซี)</strong> ฉลากข้างกล่องจะเขียนเอาไว้ว่าใน 1 กล่องมี 5 หน่วยบริโภค โดย 1 หน่วยบริโภคมีน้ำตาล 19 กรัม (ซึ่งยังไม่เกิน 6 ช้อนชา หรือ 23 กรัม) ถ้าดูแบบผ่านๆเราก็อาจจะเข้าใจว่า ถ้าดื่มน้ำผลไม้กล่องนี้เราจะไม่ได้รับน้ำตาลมากเกินมาตรฐาน</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">แต่ความจริงแล้ว การที่ใน 1 กล่องมี 5 หน่วยบริโภคก็แปลว่าหากเราดื่มทั้งกล่อง ก็จะต้องเอาตัวเลขเกี่ยวกับปริมาณ<strong>สารอาหาร</strong>ต่างๆ ในกล่องนั้นทั้งหมดคูณด้วย 5 นั่นคือ น้ำผลไม้กล่องนี้มีปริมาณน้ำตาลถึง 19 x 5 = 95 กรัม ซึ่งมากกว่าระดับที่เราควรกินต่อวันถึง 4 เท่าเลยทีเดียว</span></p>
<p><img class="size-full wp-image-10528 aligncenter" src="https://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2019/07/check-nutrition-information.jpg" alt="ควรอ่านข้อมูลโภชนาการบนสินค้า" width="500" height="507" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/07/check-nutrition-information.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/07/check-nutrition-information-296x300.jpg 296w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/07/check-nutrition-information-395x401.jpg 395w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/07/check-nutrition-information-300x304.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/07/check-nutrition-information-76x76.jpg 76w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/07/check-nutrition-information-97x97.jpg 97w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p><strong>2. บิสกิตเคลือบช็อคโกแลต 200 กรัม</strong> ยี่ห้อหนึ่งข้างฉลากจะเขียนว่า ใน 1 ห่อ มี 5.5 หน่วยบริโภคโดยแต่ละหน่วยบริโภค มีน้ำตาล 15 กรัม มองดูตัวเลขแบบผ่านๆ ก็เหมือนไม่มีอันตรายมากนัก</p>
<p>แต่ความจริงแล้วการที่ 1 ห่อมี 5.5 หน่วยบริโภค แปลว่าเราจะต้องเอา15 คูณ 5.5 แปลว่าหากกิน 1 ห่อ ก็จะได้รับ<strong><span style="color: #808000;">น้ำตาล</span></strong>มากถึง 82.5 กรัม ซึ่งมากเกินมาตรฐานถึง 3.6 เท่า</p>
<h3><strong><span style="color: #008000;">มีโทษมากกว่าที่คิด</span></strong></h3>
<p>มีผลิตภัณฑ์หลายอย่างในท้องตลาด ที่มี<span style="color: #808000;"><strong>สารอาหาร</strong></span>บางประเภทมากเกินไป ทำให้มีผลเสียต่อร่างกาย และหากกินเป็นประจำก็อาจจะเป็นโรคได้ เช่น<strong> น้ำชาเขียว รสน้ำผึ้งผสมมะนาวขนาด 500 ซีซี ข้างฉลากเขียนว่ามี<span style="color: #808000;">น้ำตาล</span> 5% </strong></p>
<p>แต่เขียนว่ามีฟรุกโตส 9.5% ซึ่งผู้บริโภคที่อ่านแบบผ่านๆ หรือไม่รู้ว่า<strong>ฟรุกโตส ก็คือ <span style="color: #808000;">น้ำตาล</span> </strong>อาจจะเข้าใจว่ามีน้ำตาลเพียงแค่ 5% ทั้งที่ความจริงแล้วมีน้ำตาลสูงถึง 14.5%</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">แปลว่าเมื่อคำนวณแบบคร่าวๆ ในน้ำชาขวดนี้จะมีปริมาณน้ำตาล 14.5% หรือเท่ากับ 72.5 ซีซี หรือ 72 กรัม ซึ่งปริมาณน้ำตาลในชาเพียงขวดเดียวก็สูงกว่าปริมาณน้ำตาลที่ควรบริโภคถึง 3 เท่า</span></p>
<p><img class="size-full wp-image-10530 aligncenter" src="https://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2019/07/green-tea-bottom.jpg" alt="เมื่อสังเกตข้อมูลโภชนาการจะรู้ว่าปริมาณน้ำตาลมีมากกว่ามาตรฐาน" width="500" height="335" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/07/green-tea-bottom.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/07/green-tea-bottom-300x201.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/07/green-tea-bottom-253x170.jpg 253w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/07/green-tea-bottom-395x265.jpg 395w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">ในขณะที่<strong>ชาเขียว</strong>รสออริจินอลขนาด 500 ซีซี ก็มี<strong>น้ำตาล</strong>สูงถึง 30 กรัม ส่วนชาเขียวอีกยี่ห้อหนึ่ง ขนาด 350 ซีซี ก็มีน้ำตาลสูงถึง 24.5 กรัม จะเห็นว่าเครื่องดื่มประเภทนี้เพียงขวดเดียวก็ได้รับน้ำตาลเกินมาตรฐานแล้ว</span></p>
<p>ส่วนประโยชน์ที่เราคาดหวังจาก<strong><span style="color: #808000;">ชาเขียว</span></strong>ก็ไม่ต้องพูดถึง เพราะในขวดมีชาเขียวน้อยเกินกว่าจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย อีกทั้งชาเขียวที่ชงทิ้งไว้ข้ามวัน ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางเคมีจนกลายเป็นสารที่มีฤทธิ์เป็นพิษอีกด้วย</p>
<p><strong>3. น้ำสลัด </strong>น้ำสลัดซีซาร์ มีน้ำมันพืชเป็นส่วนผสมประมาณ 20% ซึ่งแปลว่าใน 1 ขวดขนาด 350 ซีซี ก็จะมีน้ำมันพืช 70 ซีซี หรือ 4.7 ช้อนโต๊ะ ซึ่งเกินกว่าปริมาณแนะนำที่วันละ 4 ช้อนโต๊ะ (65 กรัม) โดยน้ำสลัดขวดนี้ให้พลังงาน 720 กิโลแคลอรี่ (พอๆกับข้าวผัดอเมริกันเลย)</p>
<p><img class="size-full wp-image-10532 aligncenter" src="https://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2019/07/mayonnaise-in-salad.jpg" alt="น้ำสลัดมีแคลอรี่สูง ไม่เหมาะกับคนรักสุขภาพ" width="500" height="394" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/07/mayonnaise-in-salad.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/07/mayonnaise-in-salad-300x236.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/07/mayonnaise-in-salad-395x311.jpg 395w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/07/mayonnaise-in-salad-100x80.jpg 100w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">สลัดครีม 1 ขวด 220 ซีซี มีน้ำตาลสูงถึง 63 กรัม (เกินมาตรฐานเกือบ 3 เท่า) ให้พลังงาน 1,080 กิโลแคลอรี่ (เท่ากับอาหาร 1 มื้อใหญ่)</span></p>
<p>      ด้วยเหตุดังกล่าว คนที่กินสลัดแล้วใส่น้ำสลัดหวังเพื่อจะผอม<strong><span style="color: #808000;">สุขภาพดี</span></strong> รูปร่างดี จึงไม่ได้ผลอย่างที่หวัง</p>
<p><strong>4. อาหารสำเร็จรูป (ที่ต้องอุ่นก่อนกิน)</strong> เช่น<strong> บะหมี่เป็ดพะโล้ทรงเครื่อง</strong> มีโซเดียมสูงถึง 1160 มิลลิกรัม (เกือบครึ่งของที่ควรกินทั้งวัน) ถ้าหากเรากิน 2 ถาดต่อมื้อ เราก็แทบจะได้โซเดียมเกินปริมาณที่เหมาะสมแล้ว (จึงส่งผลต่อไตและความดัน)</p>
<h3><strong><span style="color: #008000;">หากรู้ &#8216;ข้อมูลโภชนาการ&#8217; จะเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์มีสารประโยชน์น้อยกว่าที่คาด</span></strong></h3>
<p>ผลิตภัณฑ์หลายอย่างในท้องตลาดมีการบรรยายสรรพคุณในด้านดีมากมาย แต่สิ่งที่เราได้รับจริงๆจากผลิตภัณฑ์นั้นอาจจะน้อยกว่าที่เราได้ยินใน<strong><span style="color: #808000;">โฆษณา</span></strong>เช่น <strong><span style="color: #808000;">รังนก </span></strong></p>
<p>ในทางการแพทย์ยังไม่มีผลงานวิจัยที่ชัดเจนว่า <strong><span style="color: #808000;">รังนก</span></strong>มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไร มีเพียงผลงานวิจัยจากผู้ขายเท่านั้น โดยทางการแพทย์ระบุว่า <strong><span style="color: #808000;">รังนก</span> </strong>1 ขวดให้สารอาหารที่มีประโยชน์น้อยกว่าไข่ไก่เพียง 1 ฟองเสียอีก</p>
<p><img class="size-full wp-image-10533 aligncenter" src="https://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2019/07/bird-nest.jpg" alt="เครื่องดื่มรังนก คุณค่าทางโภชนาการน้อยกว่าไข่ 1 ฟอง" width="500" height="339" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/07/bird-nest.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/07/bird-nest-300x203.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/07/bird-nest-395x268.jpg 395w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p>ในขณะที่ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยมหิดลระบุว่า <strong><span style="color: #808000;">รังนก</span></strong> 1 ขวด มีคุณค่าทางโภชนาการเท่านมสดครึ่งช้อนโต๊ะหรือถั่วลิสง 2 เมล็ดเท่านั้น (ซึ่งราคาถูกกว่ารังนกนับ 100 เท่า)</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">ในขณะเดียวกันรังนกขนาด 45 ซีซี มีน้ำตาล 12% หรือ 5.4 ซีซี (5 กรัม) และมีรังนกจริงๆ เพียง 1% หรือ 0.45 ซีซี หรือ 1-2 หยดเท่านั้น ฉะนั้นแม้จะสมมุติว่ารังนกมีประโยชน์จริงๆ </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">ในรังนก 1 ขวดก็มีรังนกน้อยมากๆ ถ้าจะกินเพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ ก็ต้องกินหลายสิบขวด ซึ่งคนกินก็จะได้น้ำตาลปริมาณมากเกินจนอ้วนและป่วย แทนที่จะมี<strong>สุขภาพที่ดี</strong>นั่นเอง</span></p>
<p><strong>5. เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ (ฟังก์ชั่นนอลดริ้ง)</strong><span style="color: #333300;"> ในปัจจุบันมี<strong><span style="color: #808000;">เครื่องดื่ม</span></strong>ที่อ้างว่ามีสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในหลายๆด้าน เช่น กรดอะมิโน หรือสกัดจากผักผลไม้</span></p>
<p><span style="color: #333300;">แม้ว่าใน<span style="color: #808000;"><strong>เครื่องดื่ม</strong></span>ดังกล่าวจะมีสารที่เป็นประโยชน์ในระดับหนึ่ง แต่เครื่องดื่มเหล่านี้ส่วนใหญ่มี<strong><span style="color: #808000;">น้ำตาล</span></strong>จำนวนมากเป็นส่วนผสม บางยี่ห้อมีน้ำตาล 16-24 กรัม (แทบจะเกินมาตรฐานที่ควรกินแล้ว)</span></p>
<p><img class="size-full wp-image-10534 aligncenter" src="https://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2019/07/functional-drink.jpg" alt="เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพส่วนใหญ่จะมีน้ำตาลเยอะเกินไป" width="500" height="415" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/07/functional-drink.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/07/functional-drink-300x249.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/07/functional-drink-395x328.jpg 395w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p><span style="color: #333300;">ฉะนั้นหากเราดื่มเครื่องดื่มประเภทนี้เป็นประจำ แทนที่เราจะมีสุขภาพที่ดี เราก็อาจจะป่วยด้วยภาวะ<strong><span style="color: #808000;">น้ำตาล</span></strong>ในเลือดสูงแทน</span></p>
<p><strong>6. โยเกิร์ต </strong><span style="color: #333300;">หลายคนคาดหวังสารอาหารที่เป็นประโยชน์จากโยเกิร์ต รวมถึงในปัจจุบันยังมีโยเกิร์ตที่อ้างว่าช่วยเรื่องระบบขับถ่ายได้ แต่ในโยเกิร์ตส่วนใหญ่มีน้ำตาล 12-22 กรัม (แทบจะเกินมาตรฐานที่ควรกิน)</span></p>
<p><span style="color: #333300;"> ฉะนั้นหากเรากินเป็นประจำเพื่อคาดหวังให้ระบบขับถ่ายดี เราก็อาจป่วยด้วยภาวะ<strong><span style="color: #808000;">น้ำตาล</span></strong>ในเลือดสูงแทน</span></p>
<p><strong>7. นมและน้ำผลไม้ </strong><span style="color: #333300;">แม้ว่าในนมและน้ำผลไม้ทุกรูปแบบ ทั้งนมวัวรสต่างๆ นมถั่วเหลือง นมคืนรูปผสมมอลต์ นมเปรี้ยว น้ำส้มคั้น น้ำแอปเปิ้ล จะมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ </span></p>
<p><span style="color: #333300;">แต่ในนมและน้ำผลไม้แต่ละกล่องกลับมี<strong><span style="color: #808000;">น้ำตาล</span></strong>สูงถึง 17 &#8211; 30 กรัม จะเห็นว่านม(น้ำผลไม้) บางชนิดเพียงกล่องเดียวก็ได้<strong><span style="color: #808000;">น้ำตาล</span></strong>เกินมาตรฐานแล้ว</span></p>
<p><img class="size-full wp-image-10535 aligncenter" src="https://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2019/07/milk-bottle.jpg" alt="นมกล่องที่ขายทั่วไป หากดูข้อมูลโภชนาการจะพบว่ามีน้ำตาลจำนวนมาก" width="500" height="548" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/07/milk-bottle.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/07/milk-bottle-274x300.jpg 274w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/07/milk-bottle-395x433.jpg 395w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/07/milk-bottle-300x329.jpg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p><strong>8. ขนมเพื่อสุขภาพ</strong><span style="color: #333300;"> ขนมหลายอย่างที่ทำจาก แป้งสาลีขาว ข้าวขาว เช่น<strong> เค้ก บิสกิต</strong> ที่มีการใส่อาหารหรือ<strong><span style="color: #808000;">สมุนไพร</span></strong>บางอย่างลงไป เช่น สาหร่าย แล้วบอกว่าเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ </span></p>
<p><span style="color: #333300;">หรือแม้แต่<strong>ขนมปังโฮลวีต เค้ก บิสกิตธัญพืช</strong> ที่บอกว่าเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ความจริงแล้วส่วนผสมที่เป็นประโยชน์นั้นมีน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับส่วนผสมที่ให้โทษ ไม่ว่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรตและไขมันที่มากเกิน </span></p>
<p><span style="color: #333300;">ฉะนั้นคนที่กินผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นประจำ แทนที่จะมีสุขภาพที่ดี ก็จะกลายเป็นโรคอ้วน ไขมันสูง ความดันสูง <strong><span style="color: #808000;">โรคหัวใจ</span></strong>แทน (เช่น บิสกิตข้าวสาลี สูตรไม่มี<strong><span style="color: #808000;">คอเลสเตอรอล</span></strong>ใน 1 กล่องมีน้ำตาลสูงถึง 48 กรัม ซึ่งมากกว่ามาตรฐานถึง 2 เท่า)</span></p>
<p><strong>9. โจ๊กกึ่งสำเร็จรูปรสกุ้ง 50 กรัม</strong> <span style="color: #333300;">มีผงชูรส 4.5% มีเกลือไอโอดีน 4.8% รวมแล้วมีโซเดียมประมาณ  1,250 มิลลิกรัม ในขณะที่แทบจะไม่มีสารอาหารเลย (ส่วนใหญ่เป็นคาร์โบไฮเดรต)</span></p>
<p><img class="size-full wp-image-10536 aligncenter" src="https://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2019/07/rice-soup-more-sodium.jpg" alt="โจ๊กกึ่งสำเร็จรูปมีโซเดียมเยอะ ไม่ดีต่อสุขภาพ" width="500" height="333" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/07/rice-soup-more-sodium.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/07/rice-soup-more-sodium-300x200.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/07/rice-soup-more-sodium-395x263.jpg 395w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p><span style="color: #333300;">การกินโจ๊กจึงไม่ได้ช่วยเรื่องสุขภาพเราเลย ถ้ากินมากๆ ก็อาจจะขาดสารอาหาร และได้รับโซเดียมมากเกินจนเป็นโรค<strong><span style="color: #808000;">ไตวาย</span></strong>ได้</span></p>
<p><strong><span style="color: #993300;">สังคมทุกวันนี้มีผู้ผลิตจำนวนมาก ต่างให้ความสำคัญกับการโฆษณาที่เกินความจริง มากกว่าที่จะให้ความสำคัญกับผลที่จะเกิดขึ้นกับผู้บริโภค เราจึงต้องมีสติและใช้ปัญญาในการเลือกซื้อ เลือกทาน ด้วยการอ่าน ข้อมูลโภชนาการ บนฉลากสินค้าทุกครั้ง </span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #993300;">เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อและเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเราเอง</span></strong></p>
<p><img class="size-full wp-image-10537 aligncenter" src="https://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2019/07/read-nutrition-fact-before-eat.jpg" alt="เลือกทานให้สุขภาพดีด้วยการอ่านฉลากโภชนาการ" width="500" height="333" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/07/read-nutrition-fact-before-eat.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/07/read-nutrition-fact-before-eat-300x200.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/07/read-nutrition-fact-before-eat-395x263.jpg 395w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p><strong>บทความที่น่าสนใจ</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.mlm-idea-be-rich.com/faq/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b8%b5-eat-for-good-health/" target="_blank" rel="noopener"><strong>กินให้สุขภาพดี ห่างไกลจากโรคเรื้อรัง</strong></a></li>
<li><a href="https://www.mlm-idea-be-rich.com/faq/%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2-renal-failure/" target="_blank" rel="noopener"><strong>ไตวาย ความดันสูง เพราะกินเค็ม!?</strong></a></li>
<li><a href="https://www.mlm-idea-be-rich.com/faq/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99-risk-diabetes/" target="_blank" rel="noopener"><strong>รู้แล้วหนาว เราเสี่ยง ‘เป็นเบาหวาน’ มากแค่ไหน</strong></a></li>
</ul>
<div class="hatom-extra" style="display:none;visibility:hidden;"><span class="entry-title">ไม่อยากตกเป็นเหยื่อโฆษณา ต้องดู &#8220;ข้อมูลโภชนาการ&#8221; ให้เป็น</span> was last modified: <span class="updated">กรกฎาคม 18th, 2019</span> by <span class="author vcard"><span class="fn">admin</span></span></div><p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b9%82%e0%b8%a0%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-nutrition-information/">ไม่อยากตกเป็นเหยื่อโฆษณา ต้องดู &#8220;ข้อมูลโภชนาการ&#8221; ให้เป็น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com">TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</a>.</p>
]]></content:encoded>
			</item>
		<item>
		<title>การออกกำลังกาย&#8230;แบบไหนดีต่อสุขภาพมากกว่ากัน?</title>
		<link>https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a2-exercise-healthy/</link>
		<pubDate>Fri, 21 Jun 2019 23:46:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[FAQ]]></category>
		<category><![CDATA[การออกกำลังกาย]]></category>
		<category><![CDATA[การรักษาสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ดูแลสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[รักษาสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[รักสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพดี]]></category>
		<category><![CDATA[ออกกำลัง]]></category>
		<category><![CDATA[ออกกำลังกาย]]></category>
		<category><![CDATA[อายุยืน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.mlm-idea-be-rich.com/?p=10430</guid>
		<description><![CDATA[<p>การออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพ อายุยืนยาว เป็นที่ทราบกันดีว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a2-exercise-healthy/">การออกกำลังกาย&#8230;แบบไหนดีต่อสุขภาพมากกว่ากัน?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com">TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</a>.</p>
]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<h1><strong><span style="color: #993300;">การออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพ อายุยืนยาว</span></strong></h1>
<p>เป็นที่ทราบกันดีว่า<strong>การออกกำลังกาย</strong>อย่างถูกต้องเป็นประจํา สม่ำเสมอ มีประโยชน์ต่อร่างกายเราในหลายๆด้าน ตัวอย่างเช่น</p>
<ul>
<li><strong><span style="color: #666699;">ช่วยลดความอ้วน</span></strong></li>
</ul>
<ul>
<li><span style="color: #666699;"><strong>ช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง</strong> ป้องกันอาการปวดข้อ <strong>ปวดหลัง</strong> ปวดเอว</span></li>
</ul>
<ul>
<li><strong><span style="color: #666699;">รูปร่างดีขึ้น กระชับได้สัดส่วน</span></strong></li>
</ul>
<p><img class="size-full wp-image-8925 aligncenter" src="https://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2018/07/นางแบบหุ่นดีที่ใช้โปรโมทอาหารเสริมลดน้ำหนัก-slim-girl.jpg" alt="รูปร่างดีและกระชับจากการออกกำลังกาย" width="500" height="481" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/07/นางแบบหุ่นดีที่ใช้โปรโมทอาหารเสริมลดน้ำหนัก-slim-girl.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/07/นางแบบหุ่นดีที่ใช้โปรโมทอาหารเสริมลดน้ำหนัก-slim-girl-300x288.jpg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<ul>
<li><span style="color: #666699;"><strong>อาการของโรคต่างๆ ดีขึ้น</strong> เพราะช่วยลดไขมันตัวร้ายในเลือด ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดในหัวใจตีบและอุดตัน บรรเทาอาการของโรค<strong>เบาหวาน</strong> <strong>ความดันสูง</strong></span></li>
<li><span style="color: #666699;"><strong>ช่วยป้องกันโรคมะเร็งบางชนิด</strong> ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย</span></li>
</ul>
<ul>
<li><span style="color: #666699;"><strong>ช่วยชะลอความแก่</strong> เพราะช่วยให้ระบบการไหลเวียนเลือดและการหลั่ง<strong>ฮอร์โมน</strong>ต่างๆ เป็นปกติ ช่วยชะลอความเสื่อมถอยของร่างกาย</span></li>
</ul>
<ul>
<li><strong><span style="color: #666699;">ระบบขับถ่ายของเสียดีขึ้นทุกระบบ</span></strong></li>
</ul>
<ul>
<li><span style="color: #666699;"><strong>สมรรถภาพทางเพศดีขึ้น</strong> การหลั่งฮอร์โมนดีขึ้น</span></li>
</ul>
<ul>
<li><span style="color: #666699;"><strong>นอนหลับดีขึ้น</strong> หายเครียด ความจำดีขึ้น</span></li>
</ul>
<ul>
<li><strong><span style="color: #666699;">จิตใจเบิกบานแจ่มใส</span></strong></li>
</ul>
<p><img class="size-full wp-image-10453 aligncenter" src="https://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2019/06/smile-girl-goodmood.jpg" alt="การออกกำลังกายช่วยให้จิตใจแจ่มใจสุขภาพดี" width="500" height="429" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/smile-girl-goodmood.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/smile-girl-goodmood-300x257.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/smile-girl-goodmood-395x339.jpg 395w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p>ถึงอย่างนั้นคนส่วนหนึ่งยังเข้าใจคำว่า<strong>ออกกำลังกายผิด </strong>โดยคิดว่าการปั่นจักรยานอากาศบนที่นอน 3 นาที หรือการไปแช่ในสระว่ายน้ำ(เดินเล่นมากกว่าว่าย) การเดินทอดน่อง 5 นาทีเรียกว่า <strong>การออกกำลังกาย </strong>แล้ว</p>
<p>ที่จริงสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงการขยับร่างกายหรือการยืดเส้นยืดสายเท่านั้น <strong>ไม่ถือเป็น การออกกำลังกาย ที่สามารถส่งผลดีต่อสุขภาพของเราได้</strong></p>
<h3><strong><span style="color: #008000;">ต้องออกกำลังกายนานและหนักแค่ไหน</span></strong></h3>
<p>ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจการทำงานของร่างกายเราก่อนว่า ตอนที่เราเริ่มออกกำลังกาย (นาทีแรกๆ)<strong><span style="color: #808000;"> ร่างกายจะดึงกลูโคส (น้ำตาล) ในกระแสเลือดมาใช้เป็นพลังงานก่อน </span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #808000;">หลังจากนั้นพอระดับน้ำตาลเริ่มลดลง ร่างกายก็จะเริ่มสลายไกลโคเจน (Glycogen) ที่สะสมในกล้ามเนื้อและตับเพื่อให้ได้น้ำตาลออกมา</span></strong> ในช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ร่างกายสันดาปโดยยังไม่ต้องใช้ออกซิเจนและไม่ใช้ไขมันที่สะสมในร่างกายเรา</p>
<p><img class="size-full wp-image-10455 aligncenter" src="https://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2019/06/female-exercise.jpg" alt="การออกกำลังกายส่งผลดีต่อร่างกาย" width="500" height="332" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/female-exercise.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/female-exercise-300x199.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/female-exercise-395x262.jpg 395w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/female-exercise-270x178.jpg 270w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">เราต้อง<strong>ออกกำลังกาย</strong>ต่อเนื่องให้มากพอ ร่างกายจึงจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการใช้ออกซิเจน และเริ่มดึงไขมันที่สะสมในร่างกายมาใช้เป็นพลังงาน โดยจะค่อยๆใช้ไขมันเป็นพลังงานมากขึ้นเรื่อยๆตามระยะเวลาที่<strong>ออกกำลังกาย</strong>มากขึ้น </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">ซึ่งกว่าร่างกายจะเริ่มดึงไขมันที่สะสมมาใช้อย่างจริงจัง ก็จะต้องออกกำลังกายต่อเนื่องอย่างน้อย 15- 20 นาทีขึ้นไป (เฉลี่ยง่ายๆเลยประมาณ 30 นาที)</span></p>
<p>ที่สำคัญที่สุดคือ ถ้าเราต้องการให้ได้ประโยชน์ต่อ<strong>หัวใจ ปอด ระบบหมุนเวียนโลหิต</strong> และสุขภาพโดยรวมแล้ว <span style="color: #808000;">เราจะต้อง<strong>ออกกำลังกาย</strong>ให้หัวใจเต้นในอัตราประมาณ 60- 80%  ของความสามารถสูงสุดที่หัวใจของคนในวัยนั้นจะเต้นได้</span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">สูตรในการคำนวณความสามารถสูงสุดที่หัวใจจะเต้นได้คือ เอา 220 ลบอายุ เช่น คนที่มีอายุ 50 ปี จะความสามารถสูงสุดที่หัวใจจะเต้นได้โดยนำเอา  220  ไปลบ 50 หรือเท่ากับ 170 ครั้งต่อนาที</span></p>
<p><img class="size-full wp-image-10456 aligncenter" src="https://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2019/06/man-check-heart-rate.jpg" alt="ออกกำลังกายให้ระดับอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ในระดับที่เหมาะสม" width="500" height="338" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/man-check-heart-rate.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/man-check-heart-rate-300x203.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/man-check-heart-rate-253x170.jpg 253w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/man-check-heart-rate-395x267.jpg 395w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p>ฉะนั้นระดับที่เหมาะสมก็คือ ควร<strong><span style="color: #808000;">ออกกําลังกาย</span></strong>เพื่อให้หัวใจเต้นอยู่ระหว่าง 60-80% ของ 170 ครั้ง คือประมาณ 102- 136  ครั้ง/นาที (สำหรับคนที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน หรือไม่ได้ออกกำลังกายมานานแล้ว ควรจะเริ่มต้นด้วย <strong>การออกกำลังกาย </strong>แบบเบาๆก่อน</p>
<p>แล้วค่อยๆเพิ่มระดับขึ้นมาจนถึงระดับดังกล่าว) เช่น สมมุติว่า เราอายุ 50 ปี แล้วก็ควร<strong><span style="color: #808000;">ออกกำลังกาย</span></strong>ให้หัวใจเราเต้น 102-136 ครั้ง/นาที ต่อเนื่องอย่างน้อย 30 นาที ถึงจะเป็นการออกกำลังกายที่ถูกต้อง และช่วยใน<strong>เรื่องสุขภาพและการลดน้ำหนัก</strong>ได้</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">ตรงกันข้ามถ้าเรา<strong>ออกกำลังกาย</strong> 10 นาทีแล้วพัก 5 นาที แล้วออกกำลังกายต่อ 10 นาทีแล้วพัก แล้วออกกำลังกายต่อ 10 นาทีแล้วพัก แบบนี้ถึงเราจะได้ออกกำลังกาย 30 นาทีก็จริง</span></p>
<p><img class="size-full wp-image-10457 aligncenter" src="https://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2019/06/relax-exercise-woman.jpg" alt="การออกกำลังกายควรมีความต่อเนื่อง 30 นาทีเพื่อสุขภาพที่ดี" width="500" height="603" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/relax-exercise-woman.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/relax-exercise-woman-249x300.jpg 249w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/relax-exercise-woman-395x476.jpg 395w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/relax-exercise-woman-300x362.jpg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">แต่ร่างกายเราจะดึงไขมันที่สะสมออกมาใช้เป็นพลังงานน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นการดึงกลูโคสในกระแสเลือดมาใช้มากกว่า ซึ่งทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำลง จึงส่งผลให้เราหิวมากขึ้นแล้วกินมากขึ้น และนั่นไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ</span></p>
<p>สรุปว่า<strong><span style="color: #808000;">การออกกำลังกาย</span></strong>ที่แท้จริง ที่ทำให้เราสุขภาพดีและช่วย<strong><span style="color: #808000;">ลดน้ำหนัก</span></strong>ได้นั้น เราจะต้องออกกำลังกายให้หัวใจเต้นประมาณ 60-80%  ของความสามารถสูงสุดของหัวใจเป็นระยะเวลาต่อเนื่องยาวนาน 30 นาทีเป็นอย่างน้อย</p>
<p>โดย<strong><span style="color: #808000;">ออกกำลังกาย</span></strong>อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ (วันเว้นวันก็ได้) แต่ไม่เกิน 6 วันต่อสัปดาห์เพื่อไม่ให้เหนื่อยเกินไปและให้ร่างกายได้พักฟื้นบ้าง</p>
<h3><strong><span style="color: #008000;">ออกกำลังกายประเภทไหนดี</span></strong></h3>
<p><img class="size-full wp-image-10458 aligncenter" src="https://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2019/06/runner-women.jpg" alt="การวิ่งคือการออกกำลังกายแบบแอโรบิค" width="500" height="492" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/runner-women.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/runner-women-300x295.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/runner-women-395x389.jpg 395w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/runner-women-76x76.jpg 76w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p><span style="color: #993300;">การ<strong>ออกกำลังกาย</strong>แบ่งได้ 2 แบบใหญ่ๆ ก็คือ <strong>(1) แบบแอโรบิค</strong></span> ซึ่งหมายถึงการออกกำลังกายที่ใช้แรงไม่มากนัก แต่ใช้แรงสม่ำเสมอต่อเนื่อง เช่น <strong>เต้นแอโรบิค วิ่ง เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ</strong> <strong><span style="color: #808000;">การออกกำลังกาย</span></strong>แบบนี้มีข้อดีตรงที่จะ<strong>ช่วยในเรื่องของสุขภาพได้มากกว่า</strong></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">แต่ข้อเสียก็คือ การออกกำลังกายแบบนี้ จะไม่ได้ช่วยสร้างกล้ามเนื้อให้ร่างกายมากนัก (สังเกตจากนักวิ่งมาราธอนจะผอม) จึงทำให้ร่างกายเผาผลาญน้อยกว่าการ<strong>ออกกำลังกาย</strong>อีกแบบ (ร่างกายมีกล้ามเนื้อน้อยก็จะเผาผลาญน้อย ทำให้การควบคุมน้ำหนักให้คงที่จะทำได้ยากกว่า)</span></p>
<p>และ<span style="color: #993300;"> <strong>(2) แบบแอนาโรบิค</strong></span> ซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่ต้องใช้แรงและกล้ามเนื้อในการออกกำลังกายมากเป็นช่วงๆ เช่น<strong> ยกน้ำหนัก การเล่นกีฬาที่ต้องใช้แรงเยอะเป็นช่วงๆ (เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล)</strong></p>
<p><img class="size-full wp-image-10459 aligncenter" src="https://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2019/06/weights-training-exercise.jpg" alt="ยกน้ำหนักเป็นการออกกำลังกายแบบแอนาโรบิค" width="500" height="333" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/weights-training-exercise.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/weights-training-exercise-300x200.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/weights-training-exercise-395x263.jpg 395w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p>การ<strong><span style="color: #808000;">ออกกำลังกาย</span></strong>แบบนี้มีข้อดีก็คือ ร่างกายเราจะเผาผลาญมากขึ้นทั้งในวันที่เรา<strong><span style="color: #808000;">ออกกำลังกาย</span></strong>และวันที่ไม่ได้ออกกำลังกาย (เพราะมีกล้ามเนื้อมากขึ้น) และการ<strong><span style="color: #808000;">ออกกำลังกาย</span></strong>แบบนี้ยังช่วยให้เรามีกระดูกที่แข็งแรงด้วย</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;"> ข้อเสียก็คือ การ<strong>ออกกำลังกาย</strong>แบบนี้จะ<strong>ช่วยในเรื่องของสุขภาพน้อยกว่าแอโรบิค</strong> การออกกำลังกายแบบแอนาโรบิกเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ช่วยให้เราห่างไกลจากโรคได้มากอย่างที่คนส่วนใหญ่คิด</span></p>
<p>ในเมื่อการ<strong><span style="color: #808000;">ออกกำลังกาย</span></strong>ทั้งสองแบบต่างก็มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน ฉะนั้น <strong>หากใครมีเวลาไม่มาก ก็ควรเลือกออกกำลังกายแบบแอโรบิก</strong> แต่ถ้ามีเวลามากพอทางการแพทย์ก็แนะนำว่า<strong>เราควรออกกำลังกายทั้ง 2 แบบควบคู่กันไป</strong> เพื่อให้ได้ข้อดีของการออกกำลังกายทั้ง 2 แบบ</p>
<p><img class="size-full wp-image-10461 aligncenter" src="https://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2019/06/spin-bike-aerobics.jpg" alt="การปั่นจักรยานคือการออกกำลังกายแบบแอโรบิค" width="500" height="333" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/spin-bike-aerobics.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/spin-bike-aerobics-300x200.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/spin-bike-aerobics-395x263.jpg 395w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p>โดยอาจจะออกกำลังกายสลับวันกัน เช่น วันหนึ่งวิ่งอีกวันยกน้ำหนัก หรือ<strong><span style="color: #808000;">ปั่นจักรยาน</span></strong>สลับกับเล่น<strong><span style="color: #808000;">ฟุตบอล</span></strong> หรือออกกำลังกายทั้ง 2 แบบในวันเดียวกัน เช่น เต้นแอโรบิคแล้วมายกน้ำหนัก หรือ<strong><span style="color: #808000;">ปั่นจักรยาน</span></strong>แล้วมาเล่นแบดมินตัน&#8230;</p>
<p>แม้ว่าการ<strong><span style="color: #808000;">ออกกำลังกาย</span></strong>แบบแอนาโรบิก เช่น <strong><span style="color: #808000;">ฟุตบอล</span></strong> บาสเกตบอล เทนนิส จะเป็นการออกกำลังกายที่มีประโยชน์ต่อปอดและหัวใจน้อยกว่า<strong> แต่คนที่ออกกำลังกายแบบแอนาโรบิคก็ยังดีกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกายเลย</strong></p>
<h3><strong><span style="color: #008000;">คนไทยเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง</span></strong></h3>
<p>ในอดีตการ<strong><span style="color: #808000;">ออกกำลังกาย</span></strong>ไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตเรา เพราะเราจะเคลื่อนไหวร่างกายมากอยู่แล้วในการทำงาน ส่วนใหญ่มักจะเป็นการทำการเกษตร การทำอาหาร ทำงานบ้าน การเดินทางด้วยการเดิน (<strong>การออกกำลังกาย</strong>ไม่ใช่เรื่องจำเป็นสำหรับคนที่มีกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายมากอยู่แล้วในทุกๆ วัน)</p>
<p><img class="size-full wp-image-10462 aligncenter" src="https://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2019/06/sit-work-notebook.jpg" alt="คนปัจจุบันเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลงเพราะเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น" width="500" height="333" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/sit-work-notebook.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/sit-work-notebook-300x200.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/sit-work-notebook-395x263.jpg 395w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">แต่ในปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น ด้วยลักษณะการทำงานที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง จึงทำให้คนไทยส่วนใหญ่เคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง อยู่ในอริยบทนั่งและนอนมากขึ้น ส่งผลให้เรามีความเสี่ยงต่อการเป็น<strong>โรคหัวใจ</strong> <strong>ความดันสูง</strong> <strong>เบาหวาน</strong>สูงขึ้นมาก</span></p>
<p><strong><span style="color: #993300;">การนั่งเป็นเวลานานกว่า 4 ชั่วโมง จะทําให้ยีนที่ควบคุมปริมาณน้ำตาลและไขมันในร่างกายเริ่มหยุดการทำงานซึ่งนั่นถือเป็นสัญญาณอันตรายต่อร่างกาย </span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #993300;">คนที่นั่งทำงานหลายชั่วโมงมีความเสี่ยงสูงที่จะเสียชีวิต ไม่ว่าพวกเขาจะออกกำลังกายหรือไม่ก็ตาม (การนั่งจะทำให้มีโอกาสเกิดลิ่มเลือด แล้วไปทำให้เส้นเลือดหัวใจหรือสมองอุดตันได้)</span></strong></p>
<p><img class="size-full wp-image-10463 aligncenter" src="https://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2019/06/adult-businessman-working.jpg" alt="คนที่นั่งทำงานหลายชั่วโมงมีความเสี่ยงสูงที่จะเสียชีวิต" width="500" height="289" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/adult-businessman-working.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/adult-businessman-working-300x173.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/adult-businessman-working-395x228.jpg 395w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p><strong><span style="color: #993300;">และยิ่งเป็นคนที่นั่งนาน แถมไม่ได้ออกกำลังกาย ก็จะยิ่งมีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ ความดันเบาหวานสูงมากยิ่งขึ้นไปอีกถึง 3 เท่า คนไทยถึงเป็นโรคต่างๆมากขึ้น เพราะออกกำลังกายไม่เพียงพอ </span></strong></p>
<p><img class="size-full wp-image-10464 aligncenter" src="https://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2019/06/goodhealth-fitness-woman.jpg" alt="การออกกำลังกายอย่างถูกต้องและเหมาะสมจะส่งผลดีต่อสุขภาพ" width="500" height="716" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/goodhealth-fitness-woman.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/goodhealth-fitness-woman-209x300.jpg 209w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/goodhealth-fitness-woman-395x566.jpg 395w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2019/06/goodhealth-fitness-woman-300x430.jpg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<h3><strong><span style="color: #993300;">แล้ววันนี้คุณออกกำลังกาย(แบบถูกต้อง)&#8230;แล้วหรือยัง?</span></strong></h3>
<p><a href="http://line.me/ti/p/~tisa-scm" target="_blank" rel="noopener"><img class="size-full wp-image-9705 aligncenter" src="https://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2018/11/เวย์โปรตีน-ลดน้ำหนัก-All-Pro-WHEY.jpg" alt="เวย์โปรตีน เพิ่มกล้ามเนื้อ ลดน้ำหนัก ออลโปร All Pro WHEY" width="600" height="505" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/11/เวย์โปรตีน-ลดน้ำหนัก-All-Pro-WHEY.jpg 819w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/11/เวย์โปรตีน-ลดน้ำหนัก-All-Pro-WHEY-300x252.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/11/เวย์โปรตีน-ลดน้ำหนัก-All-Pro-WHEY-768x646.jpg 768w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/11/เวย์โปรตีน-ลดน้ำหนัก-All-Pro-WHEY-395x332.jpg 395w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></a></p>
<p><strong>บทความที่น่าสนใจ</strong></p>
<ul>
<li><strong><a href="https://www.mlm-idea-be-rich.com/faq/%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a2-burn-exercise/" target="_blank" rel="noopener">ออกกำลังกาย ช่วยลดน้ำหนักได้ไหม?</a></strong></li>
<li><strong><a href="https://www.mlm-idea-be-rich.com/faq/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%a7-older-than-age/" target="_blank" rel="noopener">ไม่อยากแก่เร็ว ต้องดูแลสุขภาพอย่างไร</a></strong></li>
<li><strong><a href="https://www.mlm-idea-be-rich.com/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%99-all-pro-whey-protein/" target="_blank" rel="noopener">All Pro WHEY เวย์โปรตีน ลดน้ำหนัก สร้างกล้ามเนื้อ</a></strong></li>
</ul>
<div class="hatom-extra" style="display:none;visibility:hidden;"><span class="entry-title">การออกกำลังกาย&#8230;แบบไหนดีต่อสุขภาพมากกว่ากัน?</span> was last modified: <span class="updated">มิถุนายน 12th, 2019</span> by <span class="author vcard"><span class="fn">admin</span></span></div><p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a2-exercise-healthy/">การออกกำลังกาย&#8230;แบบไหนดีต่อสุขภาพมากกว่ากัน?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com">TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</a>.</p>
]]></content:encoded>
			</item>
		<item>
		<title>ความจริงของ &#8220;โรคเรื้อรัง&#8221; ที่คุณต้องรู้</title>
		<link>https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87-chronic-illness/</link>
		<pubDate>Mon, 24 Dec 2018 05:54:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[FAQ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเรื้อรัง-chronic]]></category>
		<category><![CDATA[ดื้อยา]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[ยาปฏิชีวนะ]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เจ็บป่วย]]></category>
		<category><![CDATA[เบาหวาน]]></category>
		<category><![CDATA[โรคกระเพาะ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคหัวใจ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเรื้อรัง]]></category>
		<category><![CDATA[ไมเกรน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.mlm-idea-be-rich.com/?p=9833</guid>
		<description><![CDATA[<p>โรคเรื้อรัง กับความเข้าใจที่ยังไม่ถูกต้อง ในช่วงวันหยุด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87-chronic-illness/">ความจริงของ &#8220;โรคเรื้อรัง&#8221; ที่คุณต้องรู้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com">TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</a>.</p>
]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<h2><strong><span style="color: #993300;">โรคเรื้อรัง กับความเข้าใจที่ยังไม่ถูกต้อง</span></strong></h2>
<p>ในช่วงวันหยุดยาวเช่นปีใหม่หรือ<span style="color: #808000;"><strong>สงกรานต์</strong></span> จะมีการรณรงค์เรื่อง 7 วันอันตรายเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ แม้กระทั่งช่วงที่มีปัญหาเรื่องไข้หวัดนก ไข้หวัด 2009 โรคมือเท้าปาก</p>
<p><img class="size-full wp-image-9840 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2018/12/ภาวะเจ็บป่วยคนไทย.jpg" alt="การเจ็บป่วยของคนไทย ที่ไม่ได้รับการใส่ใจอย่างถูกต้อง" width="497" height="399" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/12/ภาวะเจ็บป่วยคนไทย.jpg 497w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/12/ภาวะเจ็บป่วยคนไทย-300x241.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/12/ภาวะเจ็บป่วยคนไทย-370x297.jpg 370w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/12/ภาวะเจ็บป่วยคนไทย-395x317.jpg 395w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/12/ภาวะเจ็บป่วยคนไทย-100x80.jpg 100w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/12/ภาวะเจ็บป่วยคนไทย-200x160.jpg 200w" sizes="(max-width: 497px) 100vw, 497px" /></p>
<p>หลายคนก็ต่างให้ความสนใจกับเรื่องเหล่านี้กันอย่างกว้างขวาง แน่นอนว่าการระมัดระวังในเรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่ดี เพราะช่วยลดโอกาสเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตของเราและคนที่เรารักได้</p>
<p><span style="color: #666699;">แต่เรื่องน่าเศร้าและน่าเป็นห่วงก็คือ ผู้คนและรัฐบาลให้ความสนใจหรือใส่ใจต่อ 7 วันอันตรายและโรคดังกล่าวมาก ทั้งๆที่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่ว่านี้ประมาณปีละ 1,000-3,000 คน </span></p>
<p><span style="color: #666699;">แต่ทั้งรัฐบาลและผู้คนทั่วไปกลับให้ความสนใจในเรื่องที่ทำให้คนตายปีนึงนับแสนคน เจ็บป่วยปีหนึ่งนับล้านคนน้อยมาก </span><span style="color: #666699;">ไม่ได้หมายความว่าคนตายน้อยเป็นเรื่องที่ไม่ควรสนใจ </span></p>
<p><span style="color: #666699;">แต่หมายถึงเราควรให้ความสนใจในเรื่องที่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนไทยตายเป็นจำนวนมากให้มากกว่านี้</span></p>
<p>กระทรวงสาธารณสุขระบุว่าปี 59 มีผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็ง 2 แสนกว่าคน <strong><span style="color: #808000;">โรคหัวใจ</span></strong>ขาดเลือด 2 แสนกว่าคน <strong><span style="color: #808000;">เบาหวาน</span></strong> 6 แสนกว่าคน <strong><span style="color: #808000;">ความดันโลหิตสูง</span></strong>อีก 8 แสนกว่าคน</p>
<p><img class="size-full wp-image-7953 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2017/09/คนเป็นเบาหวานเสี่ยงเป็นต้อกระจก.jpg" alt="โรคเรื้อรัง การป่วยเป็นเบาหวาน" width="500" height="334" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/09/คนเป็นเบาหวานเสี่ยงเป็นต้อกระจก.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/09/คนเป็นเบาหวานเสี่ยงเป็นต้อกระจก-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p>แถมยังมีผู้ป่วยจำนวนมากที่ยังไม่รู้ตัวว่าป่วยเลยไม่ได้ไปพบแพทย์ มีผู้ป่วยแอบแฝงมากกว่าตัวเลขดังกล่าวอีกมากเช่น ความจริงอาจมีผู้ป่วยเป็นเบาหวานราว 3 ล้านคนรวมถึงคนที่มีความเสี่ยงอีก 6-7 ล้านคนเป็นต้น</p>
<p>รวมๆกับโรคอื่นๆแล้วน่าจะมีคนป่วยโรคเรื้อรังเกือบครึ่งประเทศ</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">มีคนเสียชีวิตจากโรคมะเร็งประมาณ  50,000 คน โรคหัวใจ 18,000 คน โรคหลอดเลือดสมอง  17,000 คน รวมๆแล้วมีผู้เสียชีวิตจากโรคเรื้อรังเหล่านี้มากกว่า 1 แสนคน/ปี </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">หรือพูดง่ายๆว่า หรือเฉลี่ยกว่าวันละเกือบ 250 คน และ<strong>โรคเรื้อรัง</strong>เหล่านี้เป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆของคนไทยติดต่อกันมานานกว่า 10 ปีแล้ว</span></p>
<p><img class="size-full wp-image-9843 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2018/12/โรคเรื้อรังสาเหตุการตาย.jpg" alt="โรคเรื้อรังเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆของคนไทย" width="500" height="333" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/12/โรคเรื้อรังสาเหตุการตาย.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/12/โรคเรื้อรังสาเหตุการตาย-300x200.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/12/โรคเรื้อรังสาเหตุการตาย-395x263.jpg 395w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<h3><strong><span style="color: #008000;">คนไทยเป็น &#8220;โรคเรื้อรัง&#8221; มากขึ้น</span></strong></h3>
<p>สิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทยก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับทั่วโลก คนไทยเป็นโรคเหล่านี้เพิ่มขึ้นจากอดีตหลายเท่าเช่น เป็น<strong>ความดันสูง</strong>เพิ่มจากเมื่อ 10 ปีก่อนประมาณ 500%</p>
<p>เป็น<strong><span style="color: #808000;">เบาหวาน </span></strong>หัวใจ <strong><span style="color: #808000;">มะเร็ง</span></strong> หลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้นจากหกปีก่อนเกือบ160% ส่วนคนที่อายุ 60 ปีขึ้นไป เกินครึ่งจะมีโรคประจำตัวอย่างน้อย 1 โรค</p>
<p>แถมในปัจจุบันเด็กประถมก็สามารถเป็นมะเร็งหรือ<strong><span style="color: #808000;">เบาหวาน</span></strong>กันแล้ว โรคเหล่านี้จึงไม่ใช่โรคของคนแก่และไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป&#8230;</p>
<h3><strong><span style="color: #008000;">ไม่ได้เป็นเพราะพันธุกรรมหรือเชื้อโรค</span></strong></h3>
<p>คนบางส่วนอาจเข้าใจผิดว่าการที่คนไทยเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้นเมื่อเทียบกับอดีตเป็นเรื่องของ<strong>พันธุกรรม</strong> หรือเป็นเพราะไปติดเชื้อโรคมา ที่จริงโรคเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปจากอดีตและเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนไทยกลายเป็น<strong>คนอมโรค</strong></p>
<p><img class="size-full wp-image-9839 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2018/12/กินอาหารขยะเป็นโรคเรื้อรัง.jpg" alt="พฤติกรรมการกินแบบฝรั่งทำให้เป็นโรคเรื้อรัง" width="500" height="333" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/12/กินอาหารขยะเป็นโรคเรื้อรัง.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/12/กินอาหารขยะเป็นโรคเรื้อรัง-300x200.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/12/กินอาหารขยะเป็นโรคเรื้อรัง-395x263.jpg 395w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p>และมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคก็คืออาหารการกินและ<strong><span style="color: #808000;">พฤติกรรม</span></strong>ที่เปลี่ยนไปนั่นเอง&#8230;พูดง่ายๆว่า เป็นเพราะคนไทยรับเอาวัฒนธรรมการกินทางตะวันตกเข้ามามากไป จึงทำให้เราเป็น<strong> โรคเรื้อรัง</strong> มากขึ้นนั่นเอง</p>
<h3><strong><span style="color: #008000;">แพทย์ไม่ใช่ที่พึ่งทั้งหมด</span></strong></h3>
<p><strong><span style="color: #808000;"> โรคเรื้อรัง</span></strong>นั้นเราไม่สามารถพึ่งพาแพทย์ส่วนใหญ่ได้ เพราะแพทย์ส่วนใหญ่ก็ยังไม่สามารถเอาตัวรอดจากโรคเรื้อรังเหล่านี้ สาเหตุเพราะตอนเรียนแพทย์จะเรียนเกี่ยวกับโภชนาการ (อาหารการกิน) ที่เป็นต้นเหตุของ <strong><span style="color: #808000;">โรคเรื้อรัง </span></strong>น้อยมากๆ</p>
<p>ส่วนใหญ่จะเรียนเกี่ยวกับการใช้ยาและการผ่าตัดเพื่อรักษา หลังจากเรียนจบส่วนใหญ่ก็จะมุ่งศึกษาเฉพาะทางจึงมีความรู้เฉพาะสาขาที่เรียน</p>
<p>ส่งผลให้แพทย์ส่วนใหญ่มีความรู้ด้านอาหารการกินน้อยมากๆ และยิ่งถ้าเราเจาะลึกลงไปจะพบว่า ตำราแพทย์จำนวนมากก็ล้วนแล้วแต่เขียนหรือสนับสนุนโดยบริษัทที่ผลิตยา  ผลงานวิจัยทางการแพทย์ส่วนใหญ่ก็มาจากบริษัทที่ผลิตยาหรือเครื่องมือทางการแพทย์</p>
<h3><strong><span style="color: #008000;">คนไทยกินยาเกินจำเป็น</span></strong></h3>
<p>ด้วยเหตุที่แพทย์ถนัดการใช้ยาจึงทำให้องค์ความรู้ของคนไทยส่วนใหญ่เป็นลักษณะที่รักษาอาการป่วยต่างๆด้วยการใช้ยาเช่น เป็น<strong><span style="color: #808000;">ไมเกรน</span></strong>ก็ใช้ยา ปวดข้อก็ใช้ยา เป็น<span style="color: #808000;"><strong>โรคกระเพาะ</strong></span>ก็ใช้ยา คนไทยส่วนหนึ่งจึงเริ่มติดนิสัยที่จะต้อง<strong>กินยา</strong></p>
<p><img class="size-full wp-image-7414 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2015/11/ยาไมเกรนอันตรายกว่าที่คิด.jpg" alt="ยาไมเกรนอันตรายกว่าที่คิด" width="500" height="259" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2015/11/ยาไมเกรนอันตรายกว่าที่คิด.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2015/11/ยาไมเกรนอันตรายกว่าที่คิด-300x155.jpg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p>เช่น เวลาเป็นไข้หวัดธรรมดาก็จะกินยาพารา ทั้งๆที่ถ้าพักผ่อนก็จะหายไปเองได้ และเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยก็มักจะไปซื้อยาตามร้านขายยามากินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">ด้วยเหตุนี้คนไทยจำนวนมากจึงบริโภคยาเกินจำเป็นและเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ปริมาณยาที่คนไทยบริโภคเฉลี่ยต่อคนมากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วถึงประมาณ 2-3 เท่า </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">ในขณะที่สุขภาพของคนไทยก็ไม่ได้ดีกว่าประเทศอื่นเลย นั่นยิ่งชี้ให้เห็นได้ว่ากินยามากก็ไม่ได้ช่วยให้สุขภาพดี</span></p>
<p>ที่น่ากลัวของเรื่องนี้ก็คือ 80%ของร้านขายยา ไม่มีเภสัชกรคอยให้คำแนะนำ นอกจากจะทำให้เรามีโอกาสได้รับยามากเกินไปแล้วยังมีโอกาสได้รับยาผิดทำให้เกิดโทษและเกิดการสะสมสารพิษที่เป็นอันตรายกับร่างกายได้</p>
<h3><strong><span style="color: #008000;">คนไทยเริ่มดื้อยา</span></strong></h3>
<p>คนไทยที่ซื้อยามากินเอง (โดยเฉพาะ<strong>ยาปฏิชีวนะ </strong>เช่น<strong> แอสไพริน</strong>) ส่วนหนึ่งก็จะกินยาไม่ครบตามขนาดที่เหมาะสม ส่วนหนึ่งก็จะกินตามที่คนอื่นแนะนำโดยไม่ปรึกษาแพทย์</p>
<p><img class="size-full wp-image-9837 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2018/12/โรคเรื้อรังจากการดื้อยาปฏิชีวนะ.jpg" alt="โรคเรื้อรังจากการทางยาปฏิชีวนะจนเกิดการดื้อยา" width="500" height="333" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/12/โรคเรื้อรังจากการดื้อยาปฏิชีวนะ.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/12/โรคเรื้อรังจากการดื้อยาปฏิชีวนะ-300x200.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/12/โรคเรื้อรังจากการดื้อยาปฏิชีวนะ-395x263.jpg 395w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p>ทำให้ได้รับยาไม่ตรงกับโรค ส่วนหนึ่งก็จะเลือกกินยาแรงเอาไว้ก่อน ส่วนนึงก็จะกินน้อยเกินไปพอใจแล้วก็หยุด</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">การกระทำเหล่านี้ทำให้เกิดแบคทีเรียสายพันธุ์ใหม่ที่ดื้อยาเพิ่มขึ้น ทำให้ในเวลาที่แพทย์ต้องใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาในยามจำเป็น ก็จะใช้ไม่ได้ผลเท่าไหร่ </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">พบว่าคนไทย</span><strong>ดื้อยาปฏิชีวนะ</strong><span style="color: #666699;">สูงถึง 80% ทั้งๆที่เมื่อ 10 ปีก่อน คนไทยดื้อยาเหล่านี้เพียง 1-2% เท่านั้น</span></p>
<p>สิ่งที่ตามมาหลังจากร่างกาย<strong><span style="color: #808000;">ดื้อยา</span></strong>ก็คือ จะทำให้เกิดเชื้อฝีหนอง,E.coli ,ติดโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ, ติดเชื้อในช่องท้อง, <strong><span style="color: #808000;">ติดเชื้อในกระแสเลือด</span></strong>ได้ง่ายขึ้น</p>
<p>ที่น่ากังวลก็คือ อาการ<strong><span style="color: #808000;">ดื้อยา</span></strong>ในเด็กเล็กมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นด้วย โดยเฉพาะการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ และในระบบลำไส้ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเกือบ 90%</p>
<p>เนื่องจากมีการใช้ยาชนิดเดิมติดต่อนานหลายปี ทำให้เชื้อมีภูมิต้านทานต่อยา ส่งผลให้การรักษาที่ง่ายกลายเป็นยากขึ้น จนต้องมีการเปลี่ยนตัวยาใหม่ให้แรงมากกว่าเดิม</p>
<p>และบางครั้งอาจต้องใช้ยาหลายชนิดในการรักษา ซึ่งผลเสียก็คือ ยิ่งรักษาก็จะยิ่งเสียค่ารักษาที่สูงขึ้น และอาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนขึ้นได้ โดยเฉพาะกรณีที่เด็กมีภูมิต้านทานต่ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้</p>
<h3><strong><span style="color: #008000;">ร่างกายพังเพราะยา</span></strong></h3>
<p>ยาหลายๆขนานถ้ากินมากเกินไป หรือต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็อาจจะส่งผลต่อผิวหนัง ทำให้มีอาการ<strong>ผื่นคัน ผิวหนังพอง แพ้แดด</strong> หรือส่งผลต่อทางเดินอาหาร ทำให้เกิด<strong>แผลในกระเพาะอาหาร</strong></p>
<p><img class="wp-image-5461 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2016/05/โรคผิวหนังผื่นคัน.jpg" alt="ผื่นคันตามผิวหนัง" width="490" height="298" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2016/05/โรคผิวหนังผื่นคัน.jpg 329w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2016/05/โรคผิวหนังผื่นคัน-300x182.jpg 300w" sizes="(max-width: 490px) 100vw, 490px" /></p>
<p>หรือส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ง่วงซึม มึนงง ซึมเศร้า หรือขัดขวางการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด จึงมีผลต่อการทำงานของไต ทำให้<strong>ไตบวม ไตวาย</strong></p>
<p>หรือทำให้เป็นแผลในระบบหัวใจและหลอดเลือด หลอดเลือดสมองอุดตัน ทำให้เสียชีวิตได้ แม้แต่ยาพาราเซตามอลที่มีการใช้อย่างแพร่หลาย</p>
<p>ถ้าเราใช้ยานี้เกินปริมาณที่แนะนำก็จะนำไปสู่การเกิดพิษต่อตับ จะนำไปสู่ภาวะตับวายและเสียชีวิตในที่สุดเช่นกัน</p>
<h4><span style="color: #808000;"><strong>โรคเรื้อรังกับการใช้ยารักษา</strong></span></h4>
<p>ในการรักษา<strong><span style="color: #808000;">โรคเรื้อรัง</span></strong> แพทย์ส่วนใหญ่ก็จะใช้ยาในการรักษาทำให้ร่างกายของผู้ป่วยได้รับผลกระทบจากยาที่ใช้ต่อเนื่องนานๆ (หลายคนได้โรคตับโรคไตเพิ่มจากโรคที่เป็นอยู่)</p>
<p><img class="size-full wp-image-9841 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2018/12/กินยาเพื่อรักษาโรคเรื้อรัง.jpg" alt="ในการรักษาโรคเรื้อรัง แพทย์ส่วนใหญ่ก็จะใช้ยาในการรักษา" width="500" height="333" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/12/กินยาเพื่อรักษาโรคเรื้อรัง.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/12/กินยาเพื่อรักษาโรคเรื้อรัง-300x200.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/12/กินยาเพื่อรักษาโรคเรื้อรัง-395x263.jpg 395w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p>ฉะนั้นหากใครเป็น<strong>โรคเรื้อรัง</strong>และหวังพึ่งยา ชีวิตที่เหลืออยู่ก็จะเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานเป็นอย่างยิ่ง เพราะต้องกินยาไปเรื่อยๆ และมีสุขภาพที่อ่อนแอลงเรื่อยๆ (เหลือชีวิตยาวนานแค่ไหน ก็ทรมานยาวนานเท่านั้น)</p>
<h3><strong><span style="color: #008000;">ป้องกันดีกว่ารักษา</span></strong></h3>
<p>โรคเรื้อรังเหล่านี้มักจะแสดงอาการเมื่อเป็นหนักแล้ว คนที่ยังไม่เข้าโรงพยาบาลจึงไม่ได้แปลว่าเป็นคนที่สุขภาพดี ไม่ป่วย แข็งแรง เพราะโรคเหล่านี้จะแอบแฝงอยู่ภายในโดยที่เราไม่รู้ตัว เหมือนฆาตกรเงียบ บางคนจึงชะล่าใจโดยเฉพาะคนอายุไม่มาก</p>
<p><span style="color: #666699;">โรคเหล่านี้เมื่อเป็นแล้วจะมีแต่ความทุกข์ทรมาน และต้องเสียเงินในการรักษาจำนวนมาก บางโรคต้องใช้เงินหลายแสน เป็นล้านจนถึงหลายสิบล้าน</span></p>
<p><img class="size-full wp-image-9842 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2018/12/การรักษาเมื่อเจ็บป่วย.jpg" alt="การป้องกันก่อนเป็นโรคเรื้อรังย่อมดีกว่าการรักษาเมื่อป่วยแล้ว" width="500" height="554" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/12/การรักษาเมื่อเจ็บป่วย.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/12/การรักษาเมื่อเจ็บป่วย-271x300.jpg 271w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/12/การรักษาเมื่อเจ็บป่วย-395x438.jpg 395w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/12/การรักษาเมื่อเจ็บป่วย-300x332.jpg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p><span style="color: #666699;">บางโรคต้องรักษาไปเรื่อยๆจนกว่าจะตาย พูดง่ายๆว่าถ้าใครเป็นโรคเหล่านี้เงินที่เก็บมาทั้งชีวิตก็แทบหมดไปเลย บางคนก็อาจจะถึงขั้นต้องกู้หนี้มารักษา และเป็นเรื่องน่าเศร้าที่การยื้อชีวิตกลับเป็นการทำให้อยู่อย่างทรมานยาวนานขึ้น </span></p>
<p><span style="color: #666699;"><strong><span style="color: #993300;">และเหตุนี้เองที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงมักจะรู้สึกเสียใจที่ไม่ดูแลตัวเองตั้งแต่ตอนที่ยังไม่เป็นโรคซะก่อน</span></strong></span></p>
<p>ขณะที่ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่าโรคเรื้อรังเหล่านี้สามารถป้องกันได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และค่าใช้จ่ายในการพยายามป้องกันนั้นน้อยกว่านับ 10 เท่า เมื่อเป็นอย่างนี้จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะเลือกปล่อยให้เป็นแล้วค่อยรักษา</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">สำหรับคนที่กำลังป่วยหากเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมก็สามารถบรรเทาอาการที่เป็นอยู่ได้ดีกว่าการรักษาด้วยยาเพียงอย่างเดียว ความรู้ในเรื่องพฤติกรรมดังกล่าวจึงมีความสำคัญต่อชีวิตและสุขภาพของเราเป็นอย่างมาก</span></p>
<p>อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคเรื้อรังก็ควรจะได้รับการดูแลและรับคำปรึกษาจากแพทย์ด้วยไม่ควรตัดสินใจด้วยตัวเอง เพราะบางคนอาจมีอาการหนักมากจนชีวิตเหมือนอยู่บนเส้นด้าย <strong>อย่าลดยาด้วยตัวเอง</strong> ควรให้<strong>แพทย์เป็นผู้พิจารณา</strong>จะดีที่สุด</p>
<p><img class="size-full wp-image-8843 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2018/06/ปรึกษาแพทย์-see-doctor.jpg" alt="หากมีอาการเจ็บป่วย ควรปรึกษาแพทย์" width="500" height="333" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/06/ปรึกษาแพทย์-see-doctor.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/06/ปรึกษาแพทย์-see-doctor-300x200.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/06/ปรึกษาแพทย์-see-doctor-395x263.jpg 395w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/06/ปรึกษาแพทย์-see-doctor-20x13.jpg 20w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p><center><iframe src="https://www.youtube.com/embed/lNAPcFLEb3k" width="560" height="315" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe><center></center></center></p>
<h3><strong><span style="color: #008000;">หนทางป้องกันและรักษาที่ถูกต้อง</span></strong></h3>
<p>ถ้าถามแพทย์ว่า ถ้าต้องการจะห่างไกลจากโรคเรื้อรังเราจะต้องทำยังไง แพทย์ก็จะต้องแนะนำว่าให้กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ</p>
<p>ซึ่งเรื่องนี้เป็นหลักการที่เด็กประถมก็รู้จักและเข้าใจเป็นอย่างดี และคนส่วนใหญ่ก็เชื่อว่า รู้แค่นี้แล้วทำตามหลักการนี้ก็พอแล้ว</p>
<p><img class="size-full wp-image-7625 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2017/07/ออกกำลังกายตอนเช้าช่วยให้สุขภาพดี.jpg" alt="ออกกำลังกายตอนเช้าช่วยให้สุขภาพดี" width="500" height="333" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/07/ออกกำลังกายตอนเช้าช่วยให้สุขภาพดี.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/07/ออกกำลังกายตอนเช้าช่วยให้สุขภาพดี-300x199.jpg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p><span style="color: #993300;"><strong>แต่เหตุที่คนส่วนใหญ่ไม่สามารถป้องกันตัวเองจากโรคดังกล่าวได้หรือดูแลตัวเองเมื่อเป็นโรคเรื้อรังไม่ได้ ก็เพราะว่าความรู้ดังกล่าวยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ </strong></span></p>
<p><span style="color: #993300;"><strong>คนที่มีความเข้าใจแค่นี้ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าจะต้องทำหรือไม่ต้องทำอะไร ความรู้ที่ขาดหายไปและช่วยให้ห่างไกลโรคเรื้อรัง คุณจะพบได้ในตอนต่อไป&#8230;</strong></span></p>
<p><strong>บทความที่น่าสนใจ</strong></p>
<ul>
<li><strong><a href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/faq/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%a7-older-than-age/" target="_blank" rel="noopener">ไม่อยากแก่เร็ว ต้องดูแลสุขภาพอย่างไร</a></strong></li>
<li><strong><a href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/faq/why-you-eat-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/" target="_blank" rel="noopener">อาหารเพื่อสุขภาพ ดีอย่างไร?</a></strong></li>
<li><strong><a href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/faq/%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99-immunity/" target="_blank" rel="noopener">ภูมิคุ้มกัน..เกราะป้องกันของมนุษย์</a></strong></li>
</ul>
<div class="hatom-extra" style="display:none;visibility:hidden;"><span class="entry-title">ความจริงของ &#8220;โรคเรื้อรัง&#8221; ที่คุณต้องรู้</span> was last modified: <span class="updated">มกราคม 20th, 2019</span> by <span class="author vcard"><span class="fn">admin</span></span></div><p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87-chronic-illness/">ความจริงของ &#8220;โรคเรื้อรัง&#8221; ที่คุณต้องรู้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com">TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</a>.</p>
]]></content:encoded>
			</item>
		<item>
		<title>น้ำตาล&#8230;ความหวานที่แฝงอันตราย</title>
		<link>https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a5-%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2-danger-sugar/</link>
		<pubDate>Mon, 01 Oct 2018 17:17:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[FAQ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำตาล-danger-sugar]]></category>
		<category><![CDATA[คนอ้วน]]></category>
		<category><![CDATA[ความหวาน]]></category>
		<category><![CDATA[ความแก่]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำตาล]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำตาลในเลือด]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำตาลในเลือดสูง]]></category>
		<category><![CDATA[สารแทนความหวาน]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เบาหวาน]]></category>
		<category><![CDATA[โทษของน้ำตาล]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเบาหวาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.mlm-idea-be-rich.com/?p=9439</guid>
		<description><![CDATA[<p>น้ำตาล ยิ่งหวานยิ่งแย่ต่อสุขภาพ น้ำตาล เป็นอาหารที่จัดอ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a5-%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2-danger-sugar/">น้ำตาล&#8230;ความหวานที่แฝงอันตราย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com">TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</a>.</p>
]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #993300;"><strong>น้ำตาล ยิ่งหวานยิ่งแย่ต่อสุขภาพ</strong></span></h2>
<p><strong><span style="color: #808000;">น้ำตาล </span></strong>เป็นอาหารที่จัดอยู่ในกลุ่มที่ให้คาร์โบไฮเดรตชนิดโมเลกุลที่ไม่ซับซ้อนนัก ให้<span style="color: #808000;"><strong>ความหวาน</strong></span> และเป็นอาหารที่ให้พลังงานชนิดว่างเปล่า</p>
<p>คือ <span style="color: #808000;">ให้พลังงานแต่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ</span> (น้ำตาล 1 กรัมให้พลังงาน 4 แคลอรี่) ดังนั้น<strong><span style="color: #808000;">น้ำตาล</span></strong> 1 ช้อนชาก็จะให้พลังงานประมาณ 15 แคลอรี่</p>
<p>องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าแต่ละวันเราควรใช้<span style="color: #808000;"><strong>น้ำตาล</strong></span>ในการปรุงรสอาหารไม่เกิน 10% ของปริมาณพลังงานทั้งหมด ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ดีขอแนะนำว่า</p>
<p><span style="color: #808000;">เด็กเล็กควรกินน้ำตาลไม่เกินวันละ 4 ช้อนชา และผู้ใหญ่ควรกินไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา</span> (24 กรัม) แต่ปัจจุบันพบว่าคนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยประมาณ 23 ช้อนชา (92 กรัม)ต่อวัน ซึ่งถือเป็นปริมาณที่มากเกินกว่าที่แนะนำถึงเกือบ 4 เท่า<br />
<img class="size-full wp-image-9487 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2018/10/คนไทยทานน้ำตาลเกินมาตรฐาน-over-sugar.jpg" alt="คนไทยทานน้ำตาลเกินค่ามาตรฐาน" width="500" height="329" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/คนไทยทานน้ำตาลเกินมาตรฐาน-over-sugar.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/คนไทยทานน้ำตาลเกินมาตรฐาน-over-sugar-300x197.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/คนไทยทานน้ำตาลเกินมาตรฐาน-over-sugar-395x260.jpg 395w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/คนไทยทานน้ำตาลเกินมาตรฐาน-over-sugar-270x178.jpg 270w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<h3><strong><span style="color: #008000;">ประเภทของน้ำตาล</span></strong></h3>
<p>เราสามารถแบ่ง<strong>น้ำตาล</strong>ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ</p>
<p><strong><span style="color: #333300;">1. น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ได้แก่</span></strong></p>
<ul>
<li><span style="color: #666699;"><strong>กลูโคส</strong> เป็นน้ำตาลที่มีความหวานน้อยกว่าน้ำตาลทราย 40%  แต่ดูดซึมได้รวดเร็ว</span></li>
</ul>
<ul>
<li><span style="color: #666699;"><strong>กาแลคโตส</strong> เป็นน้ำตาลที่มาจากนม</span></li>
</ul>
<ul>
<li><span style="color: #666699;"><strong>ฟรุกโตส</strong> เป็นน้ำตาลที่อยู่ในผลไม้สุกมีความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายถึง 1.4 เท่า</span></li>
</ul>
<p><img class="size-full wp-image-9488 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2018/10/น้ำตาลฟรุกโตสในผลไม้-Fructose.jpeg" alt="น้ำตาลฟรุกโตสจะพบในผลไม้สุก" width="500" height="334" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/น้ำตาลฟรุกโตสในผลไม้-Fructose.jpeg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/น้ำตาลฟรุกโตสในผลไม้-Fructose-300x200.jpeg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/น้ำตาลฟรุกโตสในผลไม้-Fructose-253x170.jpeg 253w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/น้ำตาลฟรุกโตสในผลไม้-Fructose-395x264.jpeg 395w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p><strong><span style="color: #333300;">2. น้ำตาลโมเลกุลคู่ ได้แก่</span></strong></p>
<ul>
<li><span style="color: #666699;"><strong>น้ำตาลมอลโตส</strong> (กลูโคส + กลูโคส)</span></li>
</ul>
<ul>
<li><span style="color: #666699;"><strong>แลคโตส </strong>(กลูโคส + กาแลคโตส) เป็นน้ำตาลที่มีอยู่ในนมและผลิตภัณฑ์นมทั้งหลาย</span></li>
</ul>
<ul>
<li><span style="color: #666699;"><strong>น้ำตาลซูโครส</strong>( กลูโคส + ฟรุกโตส) เป็นน้ำตาลที่อยู่ในน้ำตาลทรายหรือน้ำตาลอ้อย</span></li>
</ul>
<p><img class="size-full wp-image-9489 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2018/10/น้ำตาลซูโครส-sugar.jpg" alt="น้ำตาลซูโครสพบในน้ำตาลทรายและน้ำตาลอ้อย" width="500" height="333" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/น้ำตาลซูโครส-sugar.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/น้ำตาลซูโครส-sugar-300x200.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/น้ำตาลซูโครส-sugar-395x263.jpg 395w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<h3><strong><span style="color: #008000;">หวานแต่น้อยเท่าที่จำเป็น</span></strong></h3>
<p>แม้ว่า <strong><span style="color: #808000;">น้ำตาล </span></strong>จะให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่ก็ไม่ควรกิน<span style="color: #808000;"><strong>น้ำตาล</strong></span>เพื่อเป็นแหล่งของพลังงาน เพราะถือว่าเป็นพลังงานที่ไม่ค่อยมีคุณค่า ซึ่งในวันนึงๆเรากินอาหารเข้าไปหลากหลายประเภท</p>
<p>ทั้งแป้ง โปรตีน ไขมัน ซึ่งล้วนแต่เป็นอาหารที่ให้พลังงานสูงทั้งสิ้นอยู่แล้ว ดังนั้นการกิน<strong><span style="color: #808000;">น้ำตาล</span></strong>มากๆ ไม่ว่าจะมาจากเครื่องดื่ม ขนมหวาน หรือน้ำตาลโดยตรง</p>
<p>จะมีอันตรายต่อสุขภาพหลายประการ เช่น ทำให้ฟันผุ และการบริโภคน้ำตาลปริมาณสูงเป็นประจำ จะนำไปสู่การเพิ่มของน้ำหนักตัวและ<strong><span style="color: #808000;">โรคอ้วน</span></strong>ในที่สุด</p>
<p><img class="size-full wp-image-9490 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2018/10/ทานน้ำตาลเยอะเกินทำให้อ้วนได้-moresugar-morefat.jpeg" alt="ดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเยอะไป ทำให้กลายเป็นโรคอ้วนได้" width="500" height="394" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/ทานน้ำตาลเยอะเกินทำให้อ้วนได้-moresugar-morefat.jpeg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/ทานน้ำตาลเยอะเกินทำให้อ้วนได้-moresugar-morefat-300x236.jpeg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/ทานน้ำตาลเยอะเกินทำให้อ้วนได้-moresugar-morefat-395x311.jpeg 395w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/ทานน้ำตาลเยอะเกินทำให้อ้วนได้-moresugar-morefat-100x80.jpeg 100w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<h4><strong><span style="color: #008000;">โทษของน้ำตาล</span></strong></h4>
<ul>
<li><span style="color: #666699;"><strong>น้ำตาลจะถูกเปลี่ยนเป็นกรด</strong> โดยแบคทีเรียในปาก ทำให้เกิดการกัดกร่อนของเคลือบฟัน ทำให้ฟันผุ</span></li>
</ul>
<ul>
<li><span style="color: #666699;"><strong>น้ำตาลเป็นพลังงานส่วนเกินที่เก็บสะสมไว้ได้ในร่างกาย</strong> ซึ่งจะอยู่ในรูปไขมัน ทำให้เกิดโรคอ้วนและน้ำหนักเกิน</span></li>
</ul>
<ul>
<li><span style="color: #666699;"><strong>น้ำตาลจะไปจับกับคอลลาเจน</strong> ( glycation) ลดความยืดหยุ่นทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น</span></li>
</ul>
<ul>
<li><strong><span style="color: #666699;">น้ำตาลเป็นแหล่งอาหารของเซลล์มะเร็ง</span></strong></li>
</ul>
<p><img class="size-full wp-image-9363 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2018/09/เซลล์มะเร็ง-cancer-cell.png" alt="เซลล์มะเร็ง" width="500" height="500" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/09/เซลล์มะเร็ง-cancer-cell.png 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/09/เซลล์มะเร็ง-cancer-cell-150x150.png 150w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/09/เซลล์มะเร็ง-cancer-cell-300x300.png 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/09/เซลล์มะเร็ง-cancer-cell-395x395.png 395w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/09/เซลล์มะเร็ง-cancer-cell-76x76.png 76w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/09/เซลล์มะเร็ง-cancer-cell-200x200.png 200w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/09/เซลล์มะเร็ง-cancer-cell-97x97.png 97w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<ul>
<li><span style="color: #666699;"><strong>น้ำตาลเป็นอาหารของยีสต์ในลำไส้</strong> ทำให้ยีสต์เพิ่มจำนวนมากขึ้นอาจเกิดภาวะลำไส้รั่ว (การดูดซึมบกพร่อง)</span></li>
</ul>
<ul>
<li><span style="color: #666699;"><strong>น้ำตาลมีผลในการเพิ่มปริมาณคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี</strong> (LDL) และลดปริมาณ<strong>คอเลสเตอรอล</strong>ที่ดี</span></li>
</ul>
<ul>
<li><span style="color: #666699;">การกินหวานมากทำให้<strong>เลือดมีแคลเซียมสูง</strong> ฟอสฟอรัสลดลง ซึ่งอาจจะไปตกตะกอนสร้างปัญหานิ่วในไต</span></li>
</ul>
<ul>
<li><span style="color: #666699;">การเผาผลาญน้ำตาลในร่างกายบ่อยๆ ยัง<strong>เร่งให้เกิดอนุมูลอิสระ</strong>ซึ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดทั้งโรคหัวใจและ<strong>มะเร็ง</strong></span></li>
</ul>
<ul>
<li><span style="color: #666699;"><strong>กินน้ำตาลทรายมาก</strong>ทำให้กรดอะมิโนที่ชื่อ ทริปโตเฟน ถูกเร่งให้ผ่านเข้าสู่สมองมากขึ้น สมดุลของฮอร์โมนในสมองเปลี่ยนแปลง ผลตามมาก็คือเกิดอาการเหนื่อย เซ็ง ซึมเศร้า ไม่กระฉับกระเฉง</span></li>
</ul>
<p><img class="size-full wp-image-9491 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2018/10/เหนื่อยเบื่อเซ็ง.jpg" alt="กินน้ำตาลทรายมากทำให้เหนื่อย เบื่อ เซ็ง ล้าได้" width="500" height="333" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/เหนื่อยเบื่อเซ็ง.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/เหนื่อยเบื่อเซ็ง-300x200.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/เหนื่อยเบื่อเซ็ง-395x263.jpg 395w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<ul>
<li><span style="color: #666699;"><strong>น้ำตาลทำให้สมดุลของแร่ธาตุเสียไป</strong> ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ทำให้ป่วยง่าย</span></li>
</ul>
<ul>
<li><span style="color: #666699;">การกินน้ำตาลมากๆ <strong>จะทำให้โครเมียมขับออกทางไตมากขึ้น</strong> ซึ่งโครเมียมเป็นแร่ธาตุที่สำคัญในการเพิ่มการทำงานของอินซูลินในการลดระดับ<strong>น้ำตาลในเลือด</strong> ดังนั้นถ้ากินหวานมากๆจะทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลินได้</span></li>
</ul>
<ul>
<li><span style="color: #666699;"><strong>น้ำตาลจะไปลดปริมาณของฮอร์โมนแห่งความอ่อนเยาว์</strong> (โกรทฮอร์โมน) ทำให้ผิวหนังแห้ง เหี่ยวย่น อ้วนได้</span></li>
</ul>
<h3><strong><span style="color: #008000;">ดัชนีน้ำตาล (glycemic Index)/GI</span></strong></h3>
<p>เป็นหน่วยวัดผลของคาร์โบไฮเดรตที่มีต่อระดับน้ำตาลในกระแสเลือด หลังจากที่กินอาหารชนิดนั้นๆ 1-2 ชั่วโมง อาหารที่มี GI สูงจะทำให้ระดับ<strong><span style="color: #808000;">น้ำตาลในเลือดสูง</span></strong>เร็วกว่าอาหารที่มี GI ต่ำ</p>
<p>โดยค่าดัชนี<strong><span style="color: #808000;">น้ำตาล</span></strong>นี้จะเปรียบเทียบกับค่าอาหารอ้างอิง(น้ำตาลกลูโคส)ที่ 100 ดังนี้</p>
<p><strong>1. อาหารที่มีดัชนีน้ำตาลสูง</strong> &gt;70  เช่นข้าวขัดขาว ขนมปังขาว มันฝรั่งทอด ไอศกรีม ผลไม้อบแห้ง น้ำอัดลม</p>
<p><img class="size-full wp-image-9492 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2018/10/อาหารที่มีดัชนีน้ำตาลสูง-icecream.jpeg" alt="ไอศครีมคืออาหารที่มีดัชนีน้ำตาลสูง" width="500" height="375" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/อาหารที่มีดัชนีน้ำตาลสูง-icecream.jpeg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/อาหารที่มีดัชนีน้ำตาลสูง-icecream-300x225.jpeg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/อาหารที่มีดัชนีน้ำตาลสูง-icecream-395x296.jpeg 395w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p><strong>2. อาหารที่มีดัชนีน้ำตาลปานกลาง</strong>  56-69  เช่นข้าวกล้อง มันเทศ ข้าวโพดต้ม ก๋วยเตี๋ยว พาสต้าต่างๆ</p>
<p><strong>3. อาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ</strong> &lt; 55  เช่นผักและอาหารที่มีเส้นใยสูง ขนมปังโฮลวีต โยเกิร์ตไขมันต่ำ มะม่วงดิบ</p>
<p>การกินอาหารที่มี<strong>ค่า GI ต่ำ</strong> จะช่วยให้ร่างกายสามารถใช้ฮอร์โมนอินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นผลให้ร่างกายสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดได้ดีขึ้น</p>
<h3><strong><span style="color: #008000;">เบาหวานและภาวะเสี่ยง</span></strong></h3>
<p>วิธีที่จะวินิจฉัยว่าเป็น<span style="color: #808000;"><strong>โรคเบาหวาน</strong></span>คือ การเจาะหาน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง<strong>(FBS)  fasting Blood Sugar </strong></p>
<p>โดยคนที่มีอายุมากกว่า 45 ปีควรจะเจาะเลือดตรวจทุกปี ถ้าปกติก็ให้เจาะทุก 3 ปี แต่ถ้ามีปัจจัยเสี่ยงก็ควรจะเร็วขึ้นและบ่อยขึ้น โดยปริมาณน้ำตาลในเลือดสามารถแปลผลได้ดังนี้</p>
<p><img class="size-full wp-image-9493 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2018/10/ตรวจน้ำตาลในเลือด.jpg" alt="การตรวจน้ำตาลในเลือด" width="500" height="333" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/ตรวจน้ำตาลในเลือด.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/ตรวจน้ำตาลในเลือด-300x200.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/ตรวจน้ำตาลในเลือด-395x263.jpg 395w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<ul>
<li><span style="color: #333300;">&gt;125 มิลลิกรัม บ่งชี้ว่าเป็นโรค<strong>เบาหวาน</strong></span></li>
<li><span style="color: #333300;">100-120 4 mg  มีความเสี่ยงต่อการเป็น<strong>เบาหวาน</strong> ต้องมีการควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด</span></li>
<li><span style="color: #333300;">85-99 mg  ถือเป็นระดับที่สูงกว่าปกติ ต้องมีการควบคุมอาหาร</span></li>
<li><span style="color: #333300;">70-85 mg  อยู่ในระดับที่ปลอดภัย</span></li>
<li><span style="color: #333300;">&lt; 69  ถือเป็นภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ</span></li>
</ul>
<h4><strong><span style="color: #008000;">ภาวะก่อนเบาหวาน</span></strong></h4>
<p>ภาวะก่อน<strong><span style="color: #808000;">เบาหวาน</span></strong>มีความสำคัญมาก คนป่วยจะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น<strong><span style="color: #808000;">เบาหวาน</span></strong> ถ้ามีค่าน้ำตาลตอนเช้าหลังอดอาหารสูงกว่า 125 มิลลิกรัม%</p>
<p>อย่างไรก็ตามคนที่มีค่าน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 100 mg% ควรได้รับการเตือนให้ควบคุมอาหารหรือใช้ยาป้องกัน<strong><span style="color: #808000;">เบาหวาน</span></strong> เพราะหากปล่อยจนเป็น<strong><span style="color: #808000;">เบาหวาน</span></strong></p>
<p>ตับอ่อนที่มีหน้าที่สร้างอินซูลินจะถูกทำลายไปมากกว่า 50%  ในทางวิทยาศาสตร์ชะลอวัยแล้ว การตรวจน้ำตาลสะสมที่เรียกว่า <strong>ฮีโมโกลบิน A1C</strong>  จะช่วยบอกค่าเฉลี่ยของน้ำตาลสะสมในเลือดในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาได้ดีกว่า</p>
<h4><span style="color: #008000;"><strong>รู้ทันน้ำตาลในอาหาร</strong></span></h4>
<p><img class="size-full wp-image-9494 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2018/10/อาหารที่มีน้ำตาลผสมเยอะ.jpg" alt="อาหารที่มีน้ำตาลผสมเยอะ ทานแล้วทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลมากเกิน" width="500" height="309" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/อาหารที่มีน้ำตาลผสมเยอะ.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/อาหารที่มีน้ำตาลผสมเยอะ-300x185.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/อาหารที่มีน้ำตาลผสมเยอะ-395x244.jpg 395w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/อาหารที่มีน้ำตาลผสมเยอะ-120x75.jpg 120w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/อาหารที่มีน้ำตาลผสมเยอะ-370x230.jpg 370w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p>อาหารหลายชนิดมีปริมาณ<strong><span style="color: #808000;">น้ำตาล</span></strong>สูง โดยที่เราอาจจะกินเข้าไปโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากมีความอร่อยมากลบเกลื่อน หรือบางทีก็อาจจะรู้แต่คิดว่านิดหน่อยไม่เป็นไร</p>
<p>จนกระทั่งไปตรวจสุขภาพแล้วหมอบอกว่าเป็น<strong><span style="color: #808000;">เบาหวาน</span></strong> จึงค่อยมาลดหรือ<strong>ควบคุมอาหาร</strong> น้ำตาลกลายเป็นส่วนหนึ่งของการบริโภคในชีวิตประจำวันไปแล้ว</p>
<p>ดังนั้นการค่อยๆเปลี่ยนไปกินอาหารอื่นที่เป็นธรรมชาติและเป็นประโยชน์มากกว่าการกินน้ำตาล จึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณา ทั้งนี้ก็เพื่อให้ร่างกายได้มีการปรับตัวก่อนนั้นเอง โดยมีข้อแนะนำดังนี้</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;"><strong>1. ลดปริมาณน้ำตาลทุกชนิดในอาหาร</strong> ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลทรายขาว ทรายแดง น้ำเชื่อม หรือน้ำผึ้ง</span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;"><strong>2. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลมาก</strong>เช่น ลูกอม น้ำอัดลม ขนมเค้ก คุกกี้ขนมหวานทุกชนิด</span></p>
<p><img class="size-full wp-image-9495 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2018/10/ลูกอมและของหวาน.jpg" alt="ลูกอมและของหวาน" width="500" height="333" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/ลูกอมและของหวาน.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/ลูกอมและของหวาน-300x200.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/ลูกอมและของหวาน-395x263.jpg 395w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;"><strong>3. อ่านฉลากก่อนกิน</strong> เพื่อให้รู้ปริมาณน้ำตาล</span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;"><strong>4. เลือกรับประทานอาหาร</strong>ที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ</span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;"><strong>5. ลดอาหารประเภทแป้ง</strong>หรือคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมื้อเย็น</span></p>
<h4><span style="color: #008000;"><strong>สารแทนความหวานใช่ว่าปลอดภัย 100%</strong></span></h4>
<p><strong><span style="color: #808000;">น้ำตาล </span></strong>จัดเป็นอาหารกลุ่มที่ให้พลังงาน แต่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการอื่นๆ ฉะนั้นเมื่อรับประทาน<strong><span style="color: #808000;">น้ำตาล</span></strong>มากเกินไปจึงส่งผลเสียต่อสุขภาพ ทำให้เกิดโรค<strong><span style="color: #808000;">เบาหวาน</span></strong> อ้วน และโรคเรื้อรังอื่นๆตามมาได้ง่าย</p>
<p>บางครั้งเราอาจจะไม่ได้รับประทานน้ำตาลโดยตรง แต่ได้มาจากอาหารหลายประเภทเช่น <strong><span style="color: #808000;">น้ำอัดลม</span></strong> ขนมหวาน หรือขนมขบเคี้ยว ปัจจุบันจึงได้มีการใช้สารให้ความหวานแทน<strong><span style="color: #808000;">น้ำตาล</span></strong></p>
<p><img class="size-full wp-image-9496 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2018/10/สารให้ความหวานในน้ำอัดลม.jpeg" alt="สารให้ความหวานในน้ำอัดลม" width="500" height="333" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/สารให้ความหวานในน้ำอัดลม.jpeg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/สารให้ความหวานในน้ำอัดลม-300x200.jpeg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/สารให้ความหวานในน้ำอัดลม-395x263.jpeg 395w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p>โดยหวังผลว่าได้รสชาติหวาน แต่ไม่อ้วน ซึ่งสารแทนความหวานเหล่านี้บางชนิด อาจมีรสหวานในตัวเองแต่บางชนิดก็ไม่มีรสในตัวเองหรือมีรสหวานเล็กน้อย</p>
<p>แต่สามารถเปลี่ยนรสของอาหารที่มีรสเปรี้ยวให้กลายเป็นรสหวานได้ อย่างไรก็ตามสารให้ความหวานแทนน้ำตาลเหล่านี้ บางชนิดก็มีโทษต่อร่างกายได้เหมือนกัน เราจึงควรรู้จักชนิดและโทษของมัน เพื่อเลือกใช้ให้ถูกต้องเหมาะสม</p>
<h3><strong><span style="color: #008000;">ชนิดของสารให้ความหวานแทนน้ำตาล</span></strong></h3>
<p><strong><span style="color: #333300;">1. ขัณฑสกร (Saccarin)</span></strong></p>
<p><strong>ขัณฑสกร</strong> เป็น<strong><span style="color: #808000;">น้ำตาล</span></strong>เทียมที่นิยมใช้กันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้านผลไม้ดอง เครื่องดื่ม ไอศกรีมและขนมหวาน เพื่อปรับให้มีรสหวานขัณฑสกรให้<strong><span style="color: #808000;">ความหวาน</span></strong>สูงกว่าน้ำตาลถึง 300-700 เท่า</p>
<p>จึงให้<strong>รสหวานจัด หวานเอียน และติดลิ้น</strong> บางคนอาจรู้สึกได้รสขมในคอหลังกลืนด้วยถ้าใช้ในปริมาณมาก สารนี้ไม่ให้พลังงานจึงเป็นที่ใช้กันแพร่หลายในอาหารควบคุมน้ำหนัก รวมทั้งใน<strong><span style="color: #808000;">น้ำอัดลม</span></strong>และน้ำหวานต่างๆ</p>
<p>มีการทดลองพบว่า ขัณฑสกรสามารถทำให้เกิดโรค<strong><span style="color: #808000;">มะเร็ง</span></strong>ในกระเพาะปัสสาวะของสัตว์ทดลอง บางประเทศจึงได้ประกาศห้ามใช้สารตัวนี้ผสมอาหาร</p>
<p><img class="size-full wp-image-9497 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2018/10/ขัณฑสกร-Saccarin.jpg" alt="ขัณฑสกร" width="500" height="375" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/ขัณฑสกร-Saccarin.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/ขัณฑสกร-Saccarin-300x225.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/ขัณฑสกร-Saccarin-395x296.jpg 395w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p><strong><span style="color: #333300;">2. แอสปาแตม</span></strong></p>
<p><strong>แอสปาแตม </strong>เป็น<strong><span style="color: #808000;">สารทดแทนความหวาน</span></strong>ที่นิยมใช้กันมาก เนื่องจากมีรสชาติใกล้เคียง<span style="color: #808000;"><strong>น้ำตาลทราย</strong></span>มากที่สุด แอสปาแตมประกอบไปด้วยกรดอะมิโนสองชนิดต่อกัน</p>
<p>คือ <strong>ฟีนิลอะลานีน</strong>และ <strong>กรด aspartic</strong>  แอสปาแตมให้ความสูงประมาณ 200 เท่าของน้ำตาลทราย เวลาที่ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารจึงใช้ในปริมาณที่น้อยกว่า<strong><span style="color: #808000;">น้ำตาล</span></strong>มาก ทำให้สามารถใช้ทำอาหารพลังงานต่ำได้</p>
<p><strong>ข้อเสียของแอสปาแตม </strong>คือ สลายตัวได้ง่ายเมื่อถูกความร้อน จึงไม่แนะนำให้ใช้ในอาหารที่กำลังปรุงบนเตา เพราะรสชาติอาหารจะสูญเสียความหวานไปได้</p>
<p>การบริโภคแอสปาแตมในปริมาณมากอาจทำให้เกิดความผิดปกติได้ในสมองของสัตว์ทดลอง และสารบางชนิดซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางเคมีของแอสปาร์แตมก็อาจทำให้เกิดเนื้องอกในมดลูกของสัตว์เช่นกัน</p>
<p>ปัจจุบันมีการผลิตในระดับอุตสาหกรรมด้วยวิธีการสังเคราะห์โดยเชื้อจุลินทรีย์และมีจำหน่ายกันแพร่หลายภายใต้ชื่อว่า <strong>นิวทราสวีต</strong> ซึ่งอเมริกาได้อนุญาตให้มีการจำหน่ายปลีกเพื่อใช้แทน<strong><span style="color: #808000;">น้ำตาล</span></strong>ทราย</p>
<p><img class="size-full wp-image-9498 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2018/10/แอสปาแตมในขนมเยลลี่.jpg" alt="แอสปาแตมในขนมเยลลี่" width="500" height="333" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/แอสปาแตมในขนมเยลลี่.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/แอสปาแตมในขนมเยลลี่-300x200.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/แอสปาแตมในขนมเยลลี่-395x263.jpg 395w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p>และอนุญาตให้ใช้สารนี้ใน<strong><span style="color: #808000;">น้ำอัดลม</span></strong>เครื่องดื่มอื่นๆ อาหารแห้ง ไอศกรีม เยลลี่ และขนมหวานต่างๆ ตามปริมาณและวิธีการบ่งใช้ที่ไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค</p>
<p><strong><span style="color: #333300;">3. ซูคาโลส</span></strong></p>
<p><strong>ซูคาโลส (Splenda)</strong> เป็นน้ำตาลที่มีสูตรโครงสร้างคล้าย<strong><span style="color: #808000;">น้ำตาล</span></strong> แต่โมเลกุลถูกแทนที่ด้วยคลอไรด์ 3 ตัว เป็นสารที่มี<strong><span style="color: #808000;">ความหวาน</span></strong>ประมาณ  2000 เท่าของน้ำตาล</p>
<p>แต่<strong>ไม่มีแคลอรี่</strong> และไม่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด ข้อเสียอาจทำให้เกิด<span style="color: #808000;"><strong>ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์</strong></span>ได้ เนื่องจากคลอไรด์ในโมเลกุลจะไปแทนที่ไอโอดีนในการสร้างฮอร์โมน<strong><span style="color: #808000;">ไทรอยด์</span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #333300;">4. ไซลิทอล</span></strong></p>
<p><strong>ไซลิทอล</strong> เป็นน้ำตาลแอลกอฮอล์ธรรมชาติชนิดหนึ่ง พบได้ในพืชผักหลายชนิดเช่น <strong>Strawberry ,Berry ,เห็ด</strong> เป็นน้ำตาลที่เชื้อแบคทีเรียไม่สามารถย่อยสลายให้เกิดสภาวะกรดในช่องปากได้</p>
<p>จึงไม่เป็นสาเหตุให้เกิด<strong><span style="color: #808000;">ฟันผุ</span></strong> ลดการเกิดหินปูน และมีประโยชน์ในการช่วยลดจำนวนแบคทีเรียที่ก่อให้เกิด<strong><span style="color: #808000;">ฟันผุ</span></strong>ได้ นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำลายซึ่งช่วยเสริมการลดการเป็นกรดในช่องปากได้อีกทางด้วย</p>
<p><img class="size-full wp-image-9499 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2018/10/ไซลิทอล-Xylitol.jpeg" alt="น้ำตาลไซลิทอล" width="500" height="333" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/ไซลิทอล-Xylitol.jpeg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/ไซลิทอล-Xylitol-300x200.jpeg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/ไซลิทอล-Xylitol-395x263.jpeg 395w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p><strong>ไซลิทอล</strong> เป็นน้ำตาลที่มีรสหวานอร่อย จึงนิยมมาใช้เป็นส่วนประกอบในขนมขบเคี้ยว และหมากฝรั่งเพื่อช่วยลดปัญหา<strong><span style="color: #808000;">ฟันผุ</span></strong> ไซลิทอลมีพลังงานแค่ 40%ของ<strong><span style="color: #808000;">น้ำตาล</span></strong>จึงช่วยลดความอ้วนได้</p>
<p><strong><span style="color: #333300;">5. หญ้าหวาน</span></strong></p>
<p><strong>หญ้าหวาน</strong> เป็นสารที่ให้รสหวานแทนน้ำตาลที่สกัดได้จาก<strong>ต้นหญ้าหวาน</strong> มีลักษณะเป็นผลึกสีขาว ดูดความชื้นได้ดี มี<strong><span style="color: #808000;">ความหวาน</span></strong>ประมาณ 280-300 เท่าของน้ำตาลทราย</p>
<p>และเป็นน้ำตาลที่ทนต่อความร้อนและกรด จึงนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอย่างแพร่หลาย เช่นหมากฝรั่ง เครื่องดื่ม ไอศกรีม แยมและยาสีฟันเป็นต้น</p>
<p>จากการศึกษาพบว่าเป็น<strong>น้ำตาลที่มีความปลอดภัยสูง</strong> ไม่เปลี่ยนสีเมื่อผ่านความร้อนสูงๆ และไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ มีพลังงานต่ำ และไม่ดูดซึมในทางเดินอาหาร จึงเหมาะสมที่จะนำมาใช้เป็น<span style="color: #808000;"><strong>สารให้ความหวาน</strong></span>สำหรับคนอ้วน <strong><span style="color: #808000;">เบาหวาน</span></strong> และโรคหัวใจ</p>
<p><strong><span style="color: #333300;">6. เอสซัลเฟม เค (Acesulfame K)</span></strong></p>
<p>เป็น<strong><span style="color: #808000;">น้ำตาล</span></strong>ที่มีค่า<strong><span style="color: #808000;">ความหวาน</span></strong>สูงกว่าน้ำตาลทราย  200 เท่าและไม่ให้พลังงาน พบว่ามีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคสูง ปัจจุบันใช้<strong>สารให้รสหวาน</strong>ชนิดนี้ในน้ำอัดลม เครื่องดื่มอื่นๆ ลูกกวาด และของหวานต่างๆเป็นต้น</p>
<p>จากคุณสมบัติที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า <strong>Acesulfame K</strong> เป็นสารสังเคราะห์ที่ให้<strong><span style="color: #808000;">ความหวาน</span></strong>อีกชนิดหนึ่งซึ่งอาจเป็นที่นิยมแพร่หลายในอนาคต</p>
<p><img class="size-full wp-image-9500 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2018/10/น้ำตาล-Acesulfame-Kในขนมหวาน.jpeg" alt="น้ำตาล Acesulfame-K ในขนมหวาน" width="500" height="333" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/น้ำตาล-Acesulfame-Kในขนมหวาน.jpeg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/น้ำตาล-Acesulfame-Kในขนมหวาน-300x200.jpeg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2018/10/น้ำตาล-Acesulfame-Kในขนมหวาน-395x263.jpeg 395w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p>ปัจจุบันพบว่ามีการบริโภคของหวานและน้ำตาลกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นเหตุให้ได้รับพลังงานจากอาหารเกินความต้องการและ<strong><span style="color: #808000;">โรคอ้วน</span></strong>ตามมาในที่สุด</p>
<p>การใช้สารให้<strong><span style="color: #808000;">ความหวาน</span></strong>เพื่อมาแทนน้ำตาลในการลดปริมาณแคลอรี่ของอาหารจึงมีความนิยมมากขึ้นเช่นกัน แต่เราต้องศึกษาถึงข้อดีข้อเสียของสารเหล่านี้เสียก่อน</p>
<p>เพื่อความปลอดภัยกับตัวเราเอง ดังนั้นควรอ่านฉลากสักนิดก่อนคิดบริโภค</p>
<p><a href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99-diabetes-aloevera/" target="_blank" rel="noopener"><img class="size-full wp-image-7634 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2016/06/รักษาเบาหวานด้วยน้ำว่านหางจระเข้.jpg" alt="รักษาเบาหวานด้วยน้ำว่านหางจระเข้" width="500" height="185" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2016/06/รักษาเบาหวานด้วยน้ำว่านหางจระเข้.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2016/06/รักษาเบาหวานด้วยน้ำว่านหางจระเข้-300x111.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2016/06/รักษาเบาหวานด้วยน้ำว่านหางจระเข้-395x146.jpg 395w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2016/06/รักษาเบาหวานด้วยน้ำว่านหางจระเข้-20x7.jpg 20w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></a></p>
<p><a href="http://line.me/ti/p/~fluke-scm" target="_blank" rel="noopener"><img class="size-full wp-image-7596 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2017/07/การรักษาโรคเบาหวานด้วยสมุนไพรว่านหางจระเข้.jpg" alt="น้ำว่านหางจระเข้ S Vera Plus ลดน้ำตาลในเลือดและเบาหวาน" width="600" height="314" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/07/การรักษาโรคเบาหวานด้วยสมุนไพรว่านหางจระเข้.jpg 600w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/07/การรักษาโรคเบาหวานด้วยสมุนไพรว่านหางจระเข้-300x157.jpg 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></a></p>
<p><strong>บทความที่น่าสนใจ</strong></p>
<ul>
<li><strong><a href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/faq/%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94/" target="_blank" rel="noopener">ลดน้ำตาลในเลือด…ห่างไกลเบาหวาน</a></strong></li>
<li><strong><a href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/faq/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99-diabetes/" target="_blank" rel="noopener">โรคเบาหวาน…ปราบให้อยู่หมัด</a></strong></li>
<li><strong><a href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/faq/%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2-%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1/" target="_blank" rel="noopener">ไม่อยาก ‘แก่ก่อนวัย’ ต้องเข้าใจโรคเสื่อมของร่างกาย</a></strong></li>
</ul>
<div class="hatom-extra" style="display:none;visibility:hidden;"><span class="entry-title">น้ำตาล&#8230;ความหวานที่แฝงอันตราย</span> was last modified: <span class="updated">ตุลาคม 2nd, 2018</span> by <span class="author vcard"><span class="fn">admin</span></span></div><p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a5-%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2-danger-sugar/">น้ำตาล&#8230;ความหวานที่แฝงอันตราย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com">TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</a>.</p>
]]></content:encoded>
			</item>
		<item>
		<title>4 พฤติกรรมควรทำเพื่อให้ &#8216;สุขภาพดี&#8217;</title>
		<link>https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b8%b5-good-health/</link>
		<pubDate>Sun, 16 Jul 2017 22:15:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[4 พฤติกรรมดีต่อสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[FAQ]]></category>
		<category><![CDATA[การดูแลสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[การรักษาสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ดีต่อสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ดูแลสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีดูแลสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพดี]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพดีทำอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพที่ดี]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับสุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.mlm-idea-be-rich.com/?p=7609</guid>
		<description><![CDATA[<p>สุขภาพดี ด้วย 4 พฤติกรรม บางครั้งขณะที่เราจดจ่อกับการทำ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b8%b5-good-health/">4 พฤติกรรมควรทำเพื่อให้ &#8216;สุขภาพดี&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com">TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</a>.</p>
]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<h2>สุขภาพดี ด้วย 4 พฤติกรรม</h2>
<p>บางครั้งขณะที่เราจดจ่อกับการ<span style="color: #808000;"><strong>ทำงาน</strong></span> การเรียน หรือกิจกรรมบางอย่างจนมากไป เผลอลืมตัว..</p>
<p>เราอาจมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างที่อาจไม่เป็นมิตรกับ<span style="color: #808000;"><strong>สุขภาพ</strong></span>ของเราเอง พอมารู้อีกทีก็ตอนเริ่มมีอาการบางอย่างแล้ว<span id="more-7609"></span></p>
<p>ทางที่ดีเราควรป้องกันและ<strong>ปรับพฤติกรรม</strong>แต่แรกเพื่อช่วยให้เรามี <strong>&#8216;สุขภาพดี&#8217;</strong> ซึ่งง่ายกว่ามากและดีกว่าต้องมารักษาเยียวยาในภายหลัง ลองมาดูว่ามีอะไรบ้าง?</p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>1. เลิกหายใจด้วยปาก</strong></span></h3>
<p>ไม่ว่าจะ<span style="color: #808000;"><strong>นอน ทำงาน ดูทีวี กินข้าว</strong></span> หรือทำกิจกรรมใดๆ เราก็ต้องหายใจอยู่ตลอดเวลาโดยอัตโนมัติ เพราะการหายใจถูกควบคุมด้วยระบบประสาทอัตโนมัติ</p>
<p>เช่นเดียวกับหัวใจและระบบทางเดินอาหาร ที่จะทำงานอยู่ตลอดเวลาแม้ไม่รู้สึกตัวก็ตาม เราบังคับระบบเหล่านี้ให้หยุดไม่ได้ เว้นแต่การหายใจที่เราสั่งร่างกายให้หยุดหายใจได้ชั่วครู่</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong><span style="color: #333300;">1.1 หายใจให้ถูกวิธี</span></strong></p>
<p><img class="size-full wp-image-7624 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2017/07/หายใจให้ถูกวิธีอีกหนึ่งการมีสุขภาพดี.jpg" alt="หายใจให้ถูกวิธีอีกหนึ่งการมีสุขภาพดี" width="500" height="300" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/07/หายใจให้ถูกวิธีอีกหนึ่งการมีสุขภาพดี.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/07/หายใจให้ถูกวิธีอีกหนึ่งการมีสุขภาพดี-300x180.jpg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p style="padding-left: 30px;">ต้องนำลักษณะของการหายใจมาปรับระบบประสาทอัตโนมัติที่มักจะเสียสมดุลบ่อย ระบบประสาทอัตโนมัติมี 2 แบบคือ ระบบประสาทซิมพาเทติกที่จะทำงานตอนตื่นเต้นดีใจ กับระบบพาราซิมพาเทติกที่ทำงานขณะผ่อนคลาย</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong>&#8220;การที่เราจะมีสุขภาพแข็งแรงได้นั้นระบบประสาททั้ง 2 ชนิดนี้ต้องอยู่ในภาวะสมดุลกัน&#8221;</strong> สังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยสิ่งเร้าจากภายนอกและ<strong>ความเครียด</strong></p>
<p style="padding-left: 30px;">ระบบประสาทซิมพาเทติกจึงต้องทำงานอย่างหนัก เพราะเป็นระบบที่ส่วนใหญ่ทำหน้าที่กระตุ้นอวัยวะให้ทำงาน ทำให้สิ้นเปลือง<span style="color: #808000;"><strong>เอ็มไซม์</strong></span>มากขึ้น แต่จะไปยับยั้งการทำงานของระบบทางเดินอาหาร และทำให้<span style="color: #808000;"><strong>ภูมิคุ้มกัน</strong></span>ลดลง</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">คนสมัยนี้มักทำให้ระบบประสาทอัตโนมัติเสียสมดุลไป วิธีปรับสมดุลระบบประสาทอัตโนมัติได้ก็คือ<strong> “การหายใจด้วยท้อง”</strong> ซึ่งจะช่วยบังคับระบบซิมพาเทติกและกระตุ้นระบบพาราซิมพาเทติกให้ทำงาน </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">ทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะผ่อนคลาย คลาย<strong>เครียด</strong> และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันด้วย</span></p>
<p><strong><span style="color: #333300;">วิธีที่เหมาะที่สุดคือ ฝึกหายใจด้วยท้อง 45 ครั้ง/ชั่วโมง เลือกสถานที่อากาศดี เริ่มจากค่อยๆหายใจเข้าโดยให้ส่วนท้องขยาย พอกล้ามเนื้อที่เอวเริ่มตึงจึงค่อยๆหายใจออกแล้วเริ่มต้นใหม่</span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #333300;"> เสื้อผ้ารัดรูปจะทำให้หายใจไม่สะดวกจึงไม่ควรใส่,ยกทรงที่รัดแน่นจนเกินไปก็จะกดทับปอด ทำให้สูดอากาศได้น้อยลง 20-30% พอหายใจไม่สะดวก ออกซิเจนที่เข้าสู่ร่างกายจะไม่เพียงพอ เกิดปัญหาต่างๆตามมาเช่น อาการเหนื่อยเรื้อรัง</span></strong></p>
<p>การฝึกหายใจด้วยท้องทำได้ไม่จำกัดสถานที่ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ เป็นวิธีง่ายๆที่ช่วยให้สุขภาพแข็งแรงได้ดีมาก</p>
<p>ที่ต้องระวังขณะฝึกหายใจคือต้องหายใจด้วยจมูกเท่านั้น มีคนจำนวนมากใช้ปากหายใจ ถ้าอยากรู้ว่าตัวเองหายใจโดยใช้ปากหรือเปล่า? ก็ลองใช้มือปิดปากขณะหายใจดู</p>
<p>ถ้ารู้สึกว่าหายใจลำบากแสดงว่าเราใช้ปากหายใจโดยไม่รู้ตัว มันเป็นการฝืนกฎธรรมชาติ ทำลายระบบ<span style="color: #808000;"><strong>ภูมิคุ้มกัน</strong> </span>และเป็นต้นเหตุของโรคหลายชนิดการฝึกใช้จมูกหายใจในเด็กให้ใช้จุกนมเทียม ส่วนผู้ใหญ่ให้หาอะไรเคี้ยวขณะฝึก จะทำให้เราใช้จมูกหายใจจนเป็นนิสัยได้</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #000000;"><strong>1.2 ข้อดีของการหายใจด้วยจมูก</strong></span></p>
<ol>
<ul>
<li><strong>กรองฝุ่น</strong> อากาศที่เราหายใจเต็มไปด้วยฝุ่นละออง จุลินทรีย์ การใช้จมูกหายใจเยื่อบุโพรงจมูกจะช่วยกำจัดเชื้อโรคได้ถึง 50-80%</li>
</ul>
</ol>
<ol>
<ul>
<li>ตอนที่อากาศผ่านเข้าไปในโพรงจมูก จะถูก<strong>ปรับอุณหภูมิและเพิ่มความชื้น</strong> ช่วยป้องกันไม่ให้หลอดลมแห้ง ยับยั้งการเติบโตของเชื้อโรค</li>
</ul>
</ol>
<p style="padding-left: 60px;">ถ้าปอดแห้งเกินไปหรืออุณหภูมิของอากาศต่ำเกินไป อากาศจะจับตัวกับเนื้อเยื่อปอดได้ยาก.. อัตราการดูดซึมออกซิเจนก็จะลดลง</p>
<p style="padding-left: 60px;">แต่ถ้าหายใจด้วยปาก สารพิษจะเข้าสู่หลอดลมและปอดโดยตรง เชื้อโรคขยายพันธุ์ง่าย ที่สำคัญคือได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ</p>
<p>คนดื่มเหล้ามักจะ<span style="color: #808000;"><strong>นอนกรน</strong></span> เป็นเพราะแอลกอฮอล์จะไปทำให้เยื่อบุในจมูกบวม ทำให้หายใจด้วยจมูกลำบาก เลยใช้ปากหายใจแทนโดยไม่รู้ตัว</p>
<p>ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ออกซิเจนในเลือดจะลดลง อาจมีอาการจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ จึงเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจแข็งตัวได้ง่าย</p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>2. ออกกำลังกายตอนเช้าดีที่สุด</strong></span></h3>
<p><img class="size-full wp-image-7625 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2017/07/ออกกำลังกายตอนเช้าช่วยให้สุขภาพดี.jpg" alt="ออกกำลังกายตอนเช้าช่วยให้สุขภาพดี" width="500" height="333" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/07/ออกกำลังกายตอนเช้าช่วยให้สุขภาพดี.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/07/ออกกำลังกายตอนเช้าช่วยให้สุขภาพดี-300x199.jpg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p>การ<span style="color: #808000;"><strong>ออกกำลังกาย</strong></span>เป็นสิ่งที่ดี แต่การทำอย่างหักโหมจะทำให้เกิด<span style="color: #808000;"><strong>อนุมูลอิสระ</strong></span>จำนวนมาก และต้องใช้<span style="color: #808000;"><strong>เอ็นไซม์</strong></span>ในการกำจัด เราจึงต้อง<span style="color: #808000;"><strong>ออกกำลังกาย</strong></span>ให้ถูกวิธี</p>
<p>เพราะจะช่วยปรับการไหลเวียนทั้ง 5 ในร่างกายได้อย่างดี ทั้งระบบเลือดน้ำเหลือง ระบบทางเดินอาหาร ปัสสาวะ ลมหายใจ และปราณ เมื่อการไหลเวียนทั้งหมดนี้ถูกปรับให้ดีขึ้น</p>
<p>การลำเลียงสารอาหารและออกซิเจนรวมถึงการขับของเสียก็จะเป็นไปอย่างราบรื่น เมทาบอลิซึมจะทำงานได้อย่างเต็มที่</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;"> การ<strong>ออกกำลังกาย</strong>อย่างพอเหมาะจะทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นด้วย เป็นการกระตุ้น<strong>เอ็นไซม์</strong>และภูมิคุ้มกันไปในตัว เท่ากับกระตุ้นเอ็นไซม์ 2 ทาง ช่วยได้มากโดยเฉพาะคนที่อุณหภูมิค่อนข้างต่ำ หรือ<strong>เอ็นไซม์</strong>ทำงานไม่เต็มที่</span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong>2.1 ต้องออกกำลังกายแค่ไหนถึงจะพอดี?</strong></p>
<p style="padding-left: 30px;">การ<strong>ออกกำลังกาย</strong>ที่พอเหมาะจะแตกต่างกันไปตามพละกำลัง รูปแบบการใช้ชีวิต และสภาพจิตใจแต่ละคน <span style="color: #993300;">ไม่ต้องหักโหมถึงขนาดทำให้จังหวะการหายใจปั่นป่วน </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #993300;">แค่พอให้เหงื่อออกเล็กน้อย ทำอย่างมีความสุข ให้อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ที่ 90-100 ครั้ง/นาที ต่อเนื่องประมาณ 30 นาที</span></p>
<p style="padding-left: 30px;"> <span style="color: #666699;">การ<strong>ออกกำลังกาย</strong>เช่น การยืดเหยียด การเดิน หรือแบบเบาๆ อาจไม่พอสำหรับคนที่มีสุขภาพแข็งแรงอยู่แล้วหรือคนที่วิ่งเป็นประจำ แต่ถ้าต้องการปรับระบบการไหลเวียนทั้ง5ให้ดีขึ้น ออกกำลังเพียงเท่านี้ก็พอ </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">แม่บ้านที่กวาดบ้าน ทำงานบ้าน จ่ายตลาด ทำกับข้าวจึงไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายอย่างเป็นกิจจะลักษณะ แต่คนที่นั่งรถแทนการเดินไปจ่ายตลาด </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">หรือบ้านมีพื้นที่น้อยทำงานบ้านนิดหน่อยก็เสร็จ ก็ควรเดิน<strong>ออกกำลังกาย</strong>บ้างเบาๆทุกวันหลังตื่นนอน การเดินเป็นการ<strong>ออกกำลังกาย</strong>ทุกส่วนที่ดีที่สุด ใครก็ทำได้ เดินวันละ 2-3 กิโลก็พอ…</span></p>
<p>ถ้าคุณรู้สึกเหนื่อยล้าหลังออกกำลังกายแปลว่า ออกกำลังกายมากเกินไป.. <span style="color: #993300;"><strong>&#8220;การออกกำลังกายที่ดีต้องทำให้สดชื่นเบิกบาน ไม่เหนื่อยล้า และส่งผลให้สุขภาพดี&#8221;</strong></span></p>
<p>การ<span style="color: #808000;"><strong>ออกกำลังกาย</strong></span>เป็นการกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก จึงไม่แนะนำให้ออกกำลังกายในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งเป็นช่วงที่พาราซิมพาเทติกควรทำงาน ควรเป็นการนวดหรือยืดเหยียดมากกว่า และเปลี่ยนมาออกกำลังกายตอนเช้าแทน</p>
<h3><strong><span style="color: #008000;">3.นอนกลางวันมีประโยชน์</span></strong></h3>
<p><span style="color: #808000;"><strong>เอ็นไซม์</strong></span>ในร่างกายของเราจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วขณะนอนหลับหรือพักผ่อน การได้นอนพักเมื่อรู้สึกเหน็ดเหนื่อยจะทำให้พละกำลังกลับคืนมา เพราะตอนที่หลับร่างกายสูญเสีย<span style="color: #808000;"><strong>เอ็นไซม์</strong></span>น้อยลง</p>
<p><img class="size-full wp-image-7626 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2017/07/นอนกลางวันดีต่อสุขภาพ.jpg" alt="นอนกลางวันดีต่อสุขภาพ" width="500" height="322" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/07/นอนกลางวันดีต่อสุขภาพ.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/07/นอนกลางวันดีต่อสุขภาพ-300x193.jpg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p>และเร่งสร้าง<strong> miracle enzyme</strong> ด้วย แต่ถ้านอนไม่พอติดต่อกันนานๆจะทำให้ไม่มีแรง เพราะการสร้างและการใช้<span style="color: #808000;"><strong>เอ็นไซม์</strong></span>ไม่สมดุลนั่นเอง&#8230;</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">ในชีวิตจริงคนที่งานยุ่งและ<strong>เครียด</strong>จัดมักพักผ่อนไม่เพียงพอ ลองหาเวลางีบซัก 5-20 นาที ถึงเป็นเวลาสั้นๆแต่ก็เพียงพอ แรกๆอาจใช้นาฬิกาปลุกเพื่อไม่ให้หลับเพลิน พอชินแล้วไม่ว่าจะ 2 หรือ 20 นาทีก็จะหลับลึกและตื่นได้เองเมื่อถึงเวลา</span></p>
<p>ระบบประสาทพาราซิมพาเทติกมีหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมร่างกายให้อยู่ในภาวะผ่อนคลายและกระตุ้นการทำ<strong>งาน</strong>ของระบบย่อยอาหาร เมื่อเรากินอาหารเข้าไปพาราซิมพาเทติกจะตื่นตัว</p>
<p>จึงรู้สึกง่วงหลังอาหาร ฉะนั้นถ้ารู้สึกเหนื่อยหรืออยากนอนไม่ควรฝืน พักสักครู่.. การนอนพักจะช่วยประหยัด<span style="color: #808000;"><strong>น้ำตาล</strong></span>ทำให้พละกำลังกลับคืนมาเร็วขึ้น แต่ถ้าสถานที่ไม่อำนวยก็นั่งเก้าอี้ที่มีพนักแล้วเอนหลังหลับแทนก็ได้</p>
<h3><strong><span style="color: #008000;">4. ส่งความสุขให้ทุกเซลล์</span></strong></h3>
<p>คนเราถ้ารู้สึกไม่มีความสุข <span style="color: #808000;"><strong>สุขภาพร่างกาย</strong></span>ก็จะไม่แข็งแรง ไม่มีใครที่สภาพจิตใจย่ำแย่หรือรู้สึกเหนื่อยล้าแล้วมี <strong>&#8216;สุขภาพดี&#8217;</strong> ได้ เพราะเจ้าความรู้สึกด้านลบจะทำให้<span style="color: #808000;"><strong>ภูมิคุ้มกัน</strong></span>ในร่างกายลดลง</p>
<p>พลังของจิตใจไม่ว่าจะเป็นบวกหรือลบล้วนมีผลยิ่งใหญ่ ถึงจะดูแลเรื่องอาหารการกินและออกกำลังกายก็ตาม แต่ถ้าไม่สบายใจหรือสภาพจิตใจไม่ปกติก็ต้องป่วยแน่นอน</p>
<p>ต่างกับคนร่างกายไม่สมบูรณ์แข็งแรงแต่จิตใจเป็นสุข มองโลกในแง่ดี มักจะไม่ค่อยป่วย เช่นเดียวกับคนที่กำลังมีความรัก</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">ปัจจุบันพิสูจน์แล้วว่าการคิดบวก ความรู้พึงพอใจ เป็นสุข และรอยยิ้ม ล้วนช่วยเพิ่ม<strong>ภูมิคุ้มกัน</strong>ในร่างกาย แถมป้องกันรักษาโรคได้อีกด้วย เพราะความสุข </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">การคิดบวกจะช่วยกระตุ้น<strong>เอ็นไซม์</strong>ได้นั่นเอง อย่าไปคิดลบว่า “ถ้าไม่ทำจะป่วย หรือทำแบบนี้จะเป็นโทษต่อร่างกาย” ให้คิดบวกว่า “ทำแล้วมีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยกำจัดสารพิษได้ดี “</span></p>
<p> ทุกเซลล์ในร่างกายล้วนมีชีวิต <span style="color: #808000;"><strong>สุขภาพ</strong></span>ไม่ได้เป็นของเราเพียงคนเดียว เมื่อเรารู้สึกมีความสุขเช่นได้ฟังเพลงที่ชอบ เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายก็จะมีความสุขไปด้วย</p>
<p>จิตใจมนุษย์เป็นเรื่องลึกซึ้ง งานชิ้นเดียวกันถ้าคิดว่ายากงานนั้นก็จะยากไปโดยปริยาย แต่ถ้าคิดในแง่ดีเช่น ช่วยพัฒนาตัวเราหรือเป็นการค้นพบสิ่งใหม่ๆ งานนั้นก็จะกลายเป็นง่าย มีความสุขกับมัน..</p>
<p><img class="size-full wp-image-7249 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2017/04/รอยยิ้มช่วยเสริมสุขภาพให้ดี.jpg" alt="คิดแง่บวก มีความสุข ช่วยให้สุขภาพดี" width="500" height="392" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/04/รอยยิ้มช่วยเสริมสุขภาพให้ดี.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/04/รอยยิ้มช่วยเสริมสุขภาพให้ดี-300x235.jpg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p>ความสุขของร่างกายก็คือความสุขของตัวเราเอง ความสุขจะผลิตและกระตุ้น<span style="color: #808000;"><strong>เอ็นไซม์</strong> </span>ปลุกยีนที่ปิดอยู่และทำให้ชีวิตยืนยาวขึ้น.. <span style="color: #993300;">เพียงกินอาหารดีที่รู้สึกว่าอร่อย ดื่มน้ำคุณภาพดี ขับถ่ายคล่อง <strong>ออกกำลังกาย</strong>พอเหมาะ พักผ่อนเมื่อรู้สึกเหนื่อยล้า และมีความสุขตลอดเวลา..</span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #000000;"><strong>4.1 สมองและร่างกายกำลังฟังเราอยู่</strong></span></p>
<p style="padding-left: 30px;">ทั้งที่เรารู้กันดีว่าการคิดบวกมีประโยชน์ แต่บางทีก็อดคิดแง่ลบไม่ได้ เวลาเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่ชอบใจ <span style="color: #808000;"><strong>อารมณ์</strong></span>โกรธ หงุดหงิด ให้คิดว่าถึงจะเกิดคิดลบขึ้นมาก็ห้ามพูดออกมาเด็ดขาด</p>
<p style="padding-left: 30px;">เพราะสิ่งที่เราพูดจะเป็นจริงได้ คำพูดแง่ลบจะดึงเราเข้าไปใกล้กับความจริงลบๆแบบนั้น ขณะที่คำพูดแง่บวกก็จะดึงเข้าไปใกล้กับความจริงที่บวกเช่นกัน</p>
<p style="padding-left: 30px;"> <span style="color: #666699;">สิ่งที่คิดในใจกับสิ่งที่พูดออกมามีความแตกต่างกันอย่างมากในเรื่องของพลัง <strong>สมอง</strong>ของคนเรานอกจากมีหน้าที่คิดแล้ว ยังมีปฏิกิริยาโต้ตอบอย่างรุนแรงและอ่อนไหวต่อสิ่งที่ได้ยิน เห็น สัมผัส ได้กลิ่น รับรส จากประสาทสัมผัสทั้ง 5 ด้วย</span></p>
<p style="padding-left: 30px;">ภาษาที่ออกมาเป็นเสียงถึงแม้จะพูดแค่เบาๆ แต่ตัวเราก็ได้ยินและจะได้รับอิทธิพลจากสิ่งที่ตัวเองพูดอยู่ดี เสียงที่ได้ยินจะถูกส่งไปยัง<strong>สมอง</strong> คำพูดเหล่านี้จะสร้างแรงกระตุ้นในสมอง จากนั้นแรงกระตุ้นต่างๆจะถูกสมองส่งต่อไปทั่วร่างกาย</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">ถ้าไม่เชื่อให้ลองทำตามนี้ดู  หลังเลิกเรียนหรือเลิกงานพอกลับถึงบ้านให้ตะโกนดังๆว่า วันนี้เหนื่อยจังเลย,ช่างเป็นวันซวยจริงๆ แล้วลองเทียบกับการตะโกนในแง่บวกว่า &#8220;ว้าว..วันนี้ทำงานเสร็จไปตั้งเยอะ&#8221; หรือ &#8220;พรุ่งนี้พยายามขึ้นอีกดีกว่า&#8221; </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">คุณจะพบว่าคำพูดในแง่บวกทำให้มีแรง ขยันได้อีกในเช้าวันใหม่ </span>ลองพูดกับคนในบ้านหรือคนที่รักว่า สวยจัง ฉันรักเธอ ขอบคุณ ไม่เพียงคนฟังจะมีความสุข คนพูดก็มีความสุขเช่นกัน..</p>
<p><span style="color: #993300;"><strong>เพราะสมองและร่างกายได้ฟังคำพูดของเราอยู่ทุกวันๆ คำพูดจึงมีพลังในการกระตุ้นอย่างมาก ลองคิดดูระหว่างทำงานกับเจ้านายที่บ่นได้ทั้งวัน </strong></span></p>
<p><span style="color: #993300;"><strong>จุกจิกจู้จี้ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ชอบเหวี่ยง กับหัวหน้าที่พูดน้อย พูดเพราะเสนาะหูเราอยากจะทำงานกับใคร?  แน่นอน.!ไม่ว่างานจะลำบากแค่ไหนเราก็อยากทำงานกับหัวหน้าที่พูดจาภาษาดอกไม้กับเรา &#8220;ร่างกายเราก็เช่นเดียวกัน..&#8221;</strong></span></p>
<p style="text-align: center;"><a title="แอดไลน์ เพื่อสั่งซื้อสินค้ากับฐิสา" href="http://line.me/ti/p/~s7514" target="_blank"><img class="alignnone size-full wp-image-7794" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2017/08/ชะลอวัยสุขภาพดีด้วยเอนไซม์SOD.jpg" alt="ชะลอวัย สุขภาพดี ด้วยเอนไซม์ S.O.D" width="600" height="352" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/08/ชะลอวัยสุขภาพดีด้วยเอนไซม์SOD.jpg 600w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/08/ชะลอวัยสุขภาพดีด้วยเอนไซม์SOD-300x176.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/08/ชะลอวัยสุขภาพดีด้วยเอนไซม์SOD-395x232.jpg 395w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/08/ชะลอวัยสุขภาพดีด้วยเอนไซม์SOD-20x12.jpg 20w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></a></p>
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: left;"><span style="color: rgb(0, 51, 102);"><strong>บทความเพิ่มเติม &gt;&gt;</strong></span></p>
<ul>
<li><strong><a title="เอนไซม์ SOD ‘สารต้านอนุมูลอิสระ’ ที่ดีที่สุดในโลก" href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/faq/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b0-sod/" target="_blank"> เอนไซม์ SOD สุดยอดของการต้านอนุมูลอิสระ </a></strong></li>
<li><strong><a title="เอนไซม์ในอาหาร เสริมพลังชีวิต" href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/faq/%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b8%a1%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-life-power/" target="_blank">เอ็นไซม์ในอาหารเสริมพลังชีวิต</a></strong></li>
<li><a title="20 สัญญาณเตือน อาการ ‘ขาดเอนไซม์’" href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/faq/%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b8%a1%e0%b9%8c-20-caution/" target="_blank"><strong>20 สัญญาณเตือน อาการขาดเอ็นไซม์</strong></a></li>
</ul>
<div class="hatom-extra" style="display:none;visibility:hidden;"><span class="entry-title">4 พฤติกรรมควรทำเพื่อให้ &#8216;สุขภาพดี&#8217;</span> was last modified: <span class="updated">สิงหาคม 20th, 2017</span> by <span class="author vcard"><span class="fn">admin</span></span></div><p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b8%b5-good-health/">4 พฤติกรรมควรทำเพื่อให้ &#8216;สุขภาพดี&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com">TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</a>.</p>
]]></content:encoded>
			</item>
		<item>
		<title>เอนไซม์ในอาหาร เสริมพลังชีวิต</title>
		<link>https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b8%a1%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-life-power/</link>
		<pubDate>Wed, 03 May 2017 00:30:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[FAQ]]></category>
		<category><![CDATA[เอนไซม์ในอาหาร-goodhealth]]></category>
		<category><![CDATA[enzyme]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวกล้อง]]></category>
		<category><![CDATA[ธัญพืช]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[อนุมุลอิสระ]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารที่มีเอนไซม์]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารที่มีเอนไซม์สูง]]></category>
		<category><![CDATA[เอนไซม์]]></category>
		<category><![CDATA[เอนไซม์บำบัดโรค]]></category>
		<category><![CDATA[เอนไซม์ในอาหาร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.mlm-idea-be-rich.com/?p=7295</guid>
		<description><![CDATA[<p>เอนไซม์ในอาหาร เสริมสุขภาพ เคล็ดลับ 7 อย่างเพื่อสุขภาพแ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b8%a1%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-life-power/">เอนไซม์ในอาหาร เสริมพลังชีวิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com">TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</a>.</p>
]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<h2>เอนไซม์ในอาหาร เสริมสุขภาพ</h2>
<p>เคล็ดลับ 7 อย่างเพื่อ<span style="color: #808000;"><strong>สุขภาพ</strong></span>แข็งแรงนั้น สิ่งที่ส่งผลต่อร่างกายอย่างมากคือ <strong>อาหาร</strong> เพราะอาหารคือพื้นฐานของการมีสุขภาพที่แข็งแรง โดย<strong>เอ็นไซม์บำบัด</strong>จะเน้นความสำคัญที่การกินอาหารอย่างถูกหลัก<span id="more-7295"></span></p>
<p>ซึ่งก็คือการกิน<span style="color: #808000;"><strong>อาหาร</strong></span>ที่ดีด้วยวิธีที่เหมาะสมกับร่างกาย อาหารที่ดีมีลักษณะ 2 อย่างคือ<strong> ธรรมชาติ</strong>และ<strong>สดใหม่ </strong>จำไว้ว่าสิ่งที่ช่วยให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้คือ<strong>พลังชีวิต</strong></p>
<p>ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือเนื้อสัตว์ล้วนก็มีพลังชีวิตทั้งสิ้นทุกชีวิตต้องพึ่งพาอาศัยพลังชีวิตจากสิ่งมีชีวิตอื่นในการดำรงชีวิต อาหารที่ดีต้องอยู่ในสภาพธรรมชาติ</p>
<p>มีเพียงธรรมชาติเท่านั้นที่มอบพลังชีวิตให้เราได้ &#8230; และ 1 ในอาหารที่ควรทานเป็นประจำก็คือ <strong>ข้าวกล้อง </strong>นั่นเอง</p>
<p><img class="size-full wp-image-7312 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2017/05/ข้าวกล้องเสริมพลังชีวิต.jpg" alt="ข้าวกล้องเสริมพลังชีวิต" width="500" height="333" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/05/ข้าวกล้องเสริมพลังชีวิต.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/05/ข้าวกล้องเสริมพลังชีวิต-300x199.jpg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>อาหารที่ดีจึงต้องสดใหม่ </strong></span></h3>
<p>เพราะเมื่อการดำรงชีวิตหยุดลงหรือขาดความสดใหม่พลังชีวิตก็จะเริ่มสูญสลายไปทันที ร่างกายคนเราเป็นศูนย์รวมของเซลล์เล็กๆจำนวนมาก พืชผักและสัตว์ต่างๆที่เป็นอาหารก็ล้วนเป็นศูนย์รวมของสิ่งมีชีวิตเช่นกัน</p>
<p>เมื่อชีวิตหยุดลงเซลล์เล็กๆยังไม่ได้ตายในทันที เช่นในการปลูกถ่ายอวัยวะ แม้อวัยวะจะออกจากร่างกายเดิม แต่เซลล์ต่างๆก็ยังทำงานอยู่ เพียงแต่เมื่อออกจากร่างกายหรือสภาพแวดล้อมเดิมก็จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน</p>
<p>หลายคนคิดว่า<strong>อาหารเน่าเสีย</strong>คือ<strong>อาหารที่กินไม่ได้</strong> จึงใช้การเน่าเสียของอาหารตัดสินว่าสามารถกินได้หรือเปล่า? อาหารจากธรรมชาติจะเริ่มทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศตั้งแต่วินาทีแรกที่ตายหรือถูกเก็บเกี่ยวมา</p>
<p>ผลของการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนคือ <strong>อนุมูลอิสระ</strong> ซึ่งจะทำให้เกิดการเน่าเสีย ดังนั้นอาหารที่เน่าเสียแล้วเป็นอาหารที่ไม่มีพลังชีวิต และอาหารที่ยังไม่เน่าเสียก็ไม่ได้แปลว่ามีพลังชีวิตเสมอไป</p>
<p>อาหารต่างๆจะมีระบุไว้บนบรรจุภัณฑ์ว่าควรบริโภคก่อนวันที่เท่านั้นเท่านี้ นั่นหมายถึงระยะเวลาที่อาหารยังคงมีรสชาติดีอยู่ ไม่ได้หมายถึงระยะเวลาก่อนที่อาหารจะเน่าเสีย</p>
<p>และยิ่งเก็บไว้นานเท่าไหร่ รสชาติที่ดีก็จะลดลงเรื่อยๆ รสชาตินี่แหล่ะเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าอาหารนั้นๆมีพลังชีวิต พูดง่ายๆควรบริโภคก่อนวันที่&#8230; ก็คือ<span style="color: #808000;"><strong>&#8220;ระยะเวลาก่อนที่พลังชีวิตในอาหารจะหมดสิ้นนั่นเอง&#8221;</strong></span></p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong> รสชาติที่ดีของอาหารและพลังชีวิตในอาหารเกิดจากอะไร?</strong></span></h3>
<p>รสชาติที่ดีเกิดจาก<span style="color: #808000;"><strong>เอ็นไซม์</strong></span><strong> ถ้าไม่มีเอนไซม์ก็ไม่มีพลังชีวิต</strong> เวลาเรากินอาหารสดๆแล้วถึงรู้สึกว่าอร่อย เป็นเพราะอาหารนั้นมีเอนไซม์ เช่น สเต็กเนื้อชิ้นที่ย่างแค่เกือบสุก ย่อมอร่อยกว่าชิ้นที่ย่างสุกจนทั่วแน่นอน</p>
<p><img class="size-full wp-image-7310 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2017/05/ผลไม้สดมีเอนไซม์มากกว่าผลไม้กระป๋อง.jpg" alt="ผลไม้สดมีเอนไซม์มากกว่าผลไม้กระป๋อง" width="500" height="320" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/05/ผลไม้สดมีเอนไซม์มากกว่าผลไม้กระป๋อง.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/05/ผลไม้สดมีเอนไซม์มากกว่าผลไม้กระป๋อง-300x192.jpg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p>เพราะเอ็นไซม์เป็นสารที่ไม่ทนต่อความร้อน เนื้อที่เกือบสุกมีเอ็นไซม์มากกว่า เช่นกันผลไม้สดที่อร่อยกว่าผลไม้กระป๋อง ก็เพราะว่ามีเอ็นไซม์มากกว่า อาหารยิ่งสดยิ่งมีเอ็นไซม์มาก</p>
<p>แล้วพอเริ่มทำปฏิกิริยากับออกซิเจน เอ็นไซม์จะลดลงเรื่อยเรื่อย แต่นักโภชนาการไม่ได้สนใจปริมาณของเอ็นไซม์ในอาหารแต่กลับมุ่งเน้นพลังงานในอาหารเป็นหลัก</p>
<p>เรารู้สึกได้ว่าผักปลอดสารพิษมีรสชาติดีกว่าผักที่ใช้สารเคมี <span style="color: #808000;"><strong>ของสด</strong></span>ใหม่อร่อยกว่าอาหารเน่าเสีย ทำไมจึงรู้สึกเช่นนั้นล่ะ?</p>
<p>ก็เพราะทุกชีวิตล้วนต้องพึ่งพาพลังชีวิตจากชีวิตอื่นในการดำรงชีวิตอีกครั้ง จึงเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า <strong>เอนไซม์ในอาหาร</strong> ช่วยเสริมพลังชีวิตของเรา</p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>อาหารไร้พลังชีวิตจากโรงงาน</strong></span></h3>
<p><span style="color: #808000;"><strong> อาหาร</strong></span>ที่เราพูดถึงโดยทั่วไปมี<strong>ต้นกำเนิดจาก 3 แหล่ง</strong>คือ <strong>พื้นดิน สัตว์</strong>และ<strong>โรงงาน</strong> อาหารที่ได้จากผักผลไม้ สาหร่าย เมล็ดพืชเรียกว่า <span style="color: #808000;"><strong>มังสวิรัติ</strong></span></p>
<p>อาหารที่ได้จากสัตว์เช่น หมู วัว ไก่ ปลา ปู กุ้ง หอยไข่ และสุดท้ายคือ อาหารที่ผลิตจากโรงงานโดยใช้สารเคมีต่างๆเช่นเพื่อสังเคราะห์ รวมถึงอาหารแปรรูปต่างๆ</p>
<p>อาหารที่มาจากพื้นดินนั้นขอเพียงกินแล้วไม่เป็นอันตราย ปกติแล้วจะกินได้ไม่จำกัด แม้จะกินแต่อาหารกลุ่มนี้ก็ไม่เกิดโทษแต่อย่างใด แต่อาหารที่มาจากสัตว์ถ้ากินมากเกินไปจะทำให้เลือดสกปรก โหงวเฮ้งกระเพาะและลำไส้แย่ลงจึงต้องกินในปริมาณจำกัด</p>
<p style="padding-left: 30px;">  <span style="color: #666699;">อย่างน้อย 85%ที่เรากินจึงควรเป็นอาหารที่ได้จากพื้นดิน ส่วน15%ที่เหลือจึงค่อยเป็นเนื้อสัตว์ ส่วนอาหารที่มาจากโรงงานเป็นอาหารที่ไม่มีพลังชีวิต ไม่จำเป็นต้องกิน ถึงจะกินได้แต่ก็ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แม้ว่าการปฏิเสธอาหารที่ผลิตจากโรงงานเป็นเรื่องยากก็ตาม </span></p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>กินธัญพืชให้ถูกต้อง </strong></span></h3>
<p>ทุกวันนี้<span style="color: #808000;"><strong>โรคอ้วน</strong></span>กลายเป็นปัญหาในหลายประเทศ อาหารที่ตกเป็นจำเลยแรกก็คือ <strong>ข้าว</strong> เพราะเป็นแหล่งพลังงาน จึงถูกมองว่าทำให้อ้วนง่าย คนจึงหลีกเลี่ยงการกินข้าว</p>
<p>คิดว่าข้าวและธัญพืชจะทำให้อ้วนซึ่งเป็นความคิดที่ผิด ปัญหาอยู่ที่วิธีกินมากกว่า การกิน<span style="color: #808000;"><strong>ธัญพืช</strong></span>อย่างถูกวิธีคือ <strong>ต้องเลือกชนิดที่ไม่ผ่านกรรมวิธีขัดขาว </strong>เช่น เลือก<strong>ข้าวกล้อง</strong>แทนข้าวขาว เลือก<strong>แป้งโฮลวีท</strong>แทนแป้งขัดขาวเป็นต้น</p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>ทำไมผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการขัดขาวจึงดีกว่า? </strong></span></h3>
<p><strong>คำตอบคือ</strong> เมื่อผ่านการขัดขาวแล้วพลังชีวิตที่มีอยู่ในธัญพืชจะสูญสลายไป เพราะการทำลายเปลือกหุ้มเมล็ดก็คือการทำลายพลังชีวิต ผักและผลไม้อุดมไปด้วยเอ็นไซม์ก็จริง</p>
<p>แต่คุณค่าสารอาหารไม่ค่อยโดดเด่น ทั้งรักษาความสดใหม่ได้ยาก ขณะที่ธัญพืชสามารถเก็บรักษาพลังชีวิตได้นาน เก็บไว้กินได้นานกว่าด้วย ฉะนั้นการบริโภคธัญพืชกับพวกข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ตหรือธัญพืชอื่นๆซึ่งอุดมไปด้วยพลังชีวิตเป็นอาหารหลักจึงเป็นสิ่งสำคัญ</p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>เลือกธัญพืชไม่ขัดขาว</strong></span></h3>
<h3><img class="size-full wp-image-7309 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2017/05/ข้าวกล้อง-ไม่ขัดสี-มีเอนไซม์ในอาหารดีที่สุด.jpg" alt="ข้าวกล้อง ไม่ขัดสี มีเอนไซม์ในอาหารดีที่สุด" width="500" height="327" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/05/ข้าวกล้อง-ไม่ขัดสี-มีเอนไซม์ในอาหารดีที่สุด.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/05/ข้าวกล้อง-ไม่ขัดสี-มีเอนไซม์ในอาหารดีที่สุด-300x196.jpg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></h3>
<h3></h3>
<p><span style="color: #333300;">สารอาหารหลักที่เป็นแหล่งพลังงานในธัญพืช คือ <strong>คาร์โบไฮเดรต</strong> และแน่นอนว่าต้องมีเอนไซม์ ความแตกต่างระหว่างข้าวกล้องกับข้าวขาวก็คือ <strong>ข้าวกล้อง </strong>เป็นข้าวที่ถูกลอกเพียงเยื่อหุ้มเมล็ดหรือรำข้าวออก </span></p>
<p><span style="color: #333300;">ส่วน<strong>ข้าวขาว</strong>ถูกขัดสีเอาเยื่อหุ้มเมล็ดและจมูกข้าวออก เม็ดข้าวขาว คือเอนโดสเปิร์มซึ่งใช้เก็บสารอาหารไว้เพื่อการเจริญเติบโตและแตกหน่อ บางคนคิดว่าอาหารอาหารที่มีอยู่ในข้าวขาวก็เพียงพอแล้ว </span></p>
<p><span style="color: #333300;">ความจริงไม่เป็นเช่นนั้นเพราะเอนโดสเปิร์มก็เหมือนไขมันในร่างกายเรา ถึงจะให้พลังงานสูงแต่การเปลี่ยนให้เป็นพลังงานจำเป็นต้องใช้เอ็นไซม์และวิตามิน แร่ธาตุเพื่อกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์ </span></p>
<p><span style="color: #333300;">ข้าวกล้องแม้จะให้พลังงานต่ำกว่าแต่มีสารอาหารมากกว่าข้าวขาว เพราะ 95%ของวิตามินแร่ธาตุจะถูกเก็บไว้ในจมูกข้าวและเปลือกหุ้มเมล็ดด้านนอก </span></p>
<p><span style="color: #333300;">ข้าวขาวไม่เพียงมีสารอาหารน้อย การกินข้าวขาวจึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดและไตรกลีเซอไรด์สูงง่ายด้วย เพราะถูกย่อยและดูดซึมไปใช้ได้เร็วเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรค<strong>เบาหวาน</strong> </span></p>
<p><span style="color: #333300;">ดังนั้นคนเป็นเบาหวานมักถูกจำกัดปริมาณข้าว ขณะที่การกิน<strong>ข้าวกล้อง</strong>จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นอย่างช้าๆ การกินข้าวกล้องจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีกว่า</span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;"> <strong>ธัญพืช</strong>ที่ผ่านการขัดขาวจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจนเร็วกว่าที่ไม่ผ่านการขัดขาว เพราะรำข้าวจะช่วยป้องกันการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนได้เช่นเดียวกับเจลาตินในผิวหนังชั้นนอกสุดของคนเรานั่นเอง </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">แป้งก็เช่นเดียวกับการเลือกข้าว ควรใช้<strong>แป้งโฮลวีท </strong>คือ<strong> แป้งที่ผลิตจากธัญพืชไม่ผ่านการขัดสีจนขาว</strong> ถูกย่อยช้ากว่าและรสชาติอร่อยกว่าแป้งขัดขาว </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">แต่เมื่ออยู่ในสภาพผงก็จะทำปฏิกิริยากับออกซิเจนได้ง่าย จึงควรพยายามใช้แป้งที่ยังใหม่เมื่อเปิดถุงแล้วรีบใช้ให้หมด</span></p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>กินสดๆดีที่สุด </strong></span></h3>
<p>หลักของการกินอาหารคือพลังชีวิต อาหารใดมีพลังชีวิตอาหารนั้นจะมี<span style="color: #808000;"><strong>เอ็นไซม์</strong></span> นักโภชนาการในปัจจุบันใช้ปริมาณสารอาหารและพลังงานในอาหารมาคำนวณว่าควรกินอาหารในปริมาณเท่าใดจึงเหมาะสม</p>
<p><strong>อาหารที่ตายแล้วคืออาหารที่ไม่มีเอ็นไซม์เหลืออยู่เลย</strong> สาเหตุที่ทำให้ <strong>เอ็นไซม์ในอาหาร</strong> สูญสลายไปจนหมด มี 2 อย่าง คือ</p>
<p><strong> 1) เวลา</strong> อาหารยิ่งสดจะยิ่งมีเอนไซม์มาก เอ็นไซม์จะลดลงเรื่อยๆตามอายุการเก็บ แล้วเมื่อเอ็นไซม์ลดลงจนหมด อาหารจะเริ่มเน่าเสีย ซึ่งไม่เพียงไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายกลับยังเป็นโทษด้วย</p>
<p><strong>2) ความร้อน</strong> เรามาปรุงอาหารด้วยความร้อนเช่น ย่าง ต้ม นึ่ง ผัด ทอด ซึ่งเป็น เอ็นไซม์จะเสียสภาพที่ 48 องศาเซลเซียส อุณหภูมิยิ่งสูงยิ่งเสียหายมากและจะหมดลงที่ 115 องศา</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">ในบรรดาสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่นำอาหารมาปรุงด้วยความร้อนก่อนกิน ขณะที่สิ่งมีชีวิตอื่นๆต่างกินอาหารสดหรือดิบ ความจริงการกินสดๆนี้กลับเป็นการกินที่ให้ประโยชน์สูงสุด</span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">ไม่ว่าจะเป็นผักปลาเนื้อสัตว์ เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ทำให้ร่างกายได้รับ<strong>เอ็นไซม์</strong>เต็มที่ ข้อดีอีกอย่างของการกินอาหารดิบคือ ได้รับ<strong>วิตามิน</strong>ที่ละลายในน้ำซึ่งไม่ทนต่อความร้อน </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">วิตามินที่ถูกทำลายด้วยความร้อนง่ายที่สุดคือ<strong>วิตามินซี</strong> และแม้ว่าความสามารถทนความร้อนของวิตามินที่ละลายในน้ำอย่าง b และ h จะสูงกว่าวิตามินซีก็ตาม แต่เมื่อโดนความร้อนก็เสียหายเช่นกัน ซึ่งวิตามินเหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์</span></p>
<p>ต่อมาคือ ควร<strong>เคี้ยวให้ละเอียด</strong> เอ็นไซม์ที่มีอยู่ในอาหารสดจะช่วยให้อาหารย่อยง่ายกว่าในอาหารสุกอยู่แล้ว แต่ทางที่ดีก็ควรเคี้ยวให้ละเอียด การเคี้ยวอาหารจนละเอียดจะช่วยทำลายพยาธิได้</p>
<p>และยังทำให้อาหารคลุกเคล้ากับน้ำลายจนเป็นเนื้อเดียวกันลดภาระในการย่อยของกระเพาะและลำไส้ ช่วยในการดูดซึมสารอาหารและ<strong>เอนไซม์ในอาหาร</strong></p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>ของขวัญจากธรรมชาติ </strong></span></h3>
<p>อาหารทุกชนิดขอเพียงสดก็ล้วนมี<strong>เอ็นไซม์</strong>ทั้งสิ้น เพียงแต่ปริมาณมักจะแตกต่างกัน โดยทั่วไปอาหารที่มาจากพืชจะมีเอ็นไซม์มากกว่าเนื้อสัตว์ <strong>ที่มีมากสุดคือผลไม้</strong></p>
<p><img class="size-full wp-image-7311 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2017/05/ผลไม้มีเอนไซม์ในอาหารมากที่สุด.jpg" alt="ผลไม้มีเอนไซม์ในอาหารมากที่สุด" width="500" height="318" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/05/ผลไม้มีเอนไซม์ในอาหารมากที่สุด.jpg 500w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/05/ผลไม้มีเอนไซม์ในอาหารมากที่สุด-300x190.jpg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p>เอ็นไซม์จะถูกใช้ขณะที่กระเพาะและลำไส้กำลังย่อยและดูดซึมอาหาร อาหารที่อุดมด้วยเอนไซม์โดยเฉพาะผลไม้เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเพราะจะช่วยทดแทนเอนไซม์ที่สูญเสียไปในการย่อยและดูดซึม</p>
<p>เช่น มะละกอ สับปะรด strawberry กีวี่ ซึ่งจะช่วยทั้งทดแทนและเพิ่มเอนไซม์ รวมถึงกล้วยที่สุกเต็มที่ซึ่ง<span style="color: #808000;"><strong>คาร์โบไฮเดรต</strong></span>ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคส และกลายเป็นอาหารที่อุดมด้วยเอ็นไซม์สำหรับย่อยอาหาร</p>
<p>เวลาซื้อผลไม้ไปเยี่ยมคนป่วย ควรเลือกผลไม้เหล่านี้เพราะมีคุณสมบัติช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูได้เร็วขึ้น&#8230;</p>
<p><a title="แอดไลน์ เพื่อสั่งซื้อสินค้ากับฐิสา" href="http://line.me/ti/p/~s7514" target="_blank"><img class="size-full wp-image-7794 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2017/08/ชะลอวัยสุขภาพดีด้วยเอนไซม์SOD.jpg" alt="ชะลอวัย สุขภาพดี ด้วยเอนไซม์ S.O.D" width="600" height="352" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/08/ชะลอวัยสุขภาพดีด้วยเอนไซม์SOD.jpg 600w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/08/ชะลอวัยสุขภาพดีด้วยเอนไซม์SOD-300x176.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/08/ชะลอวัยสุขภาพดีด้วยเอนไซม์SOD-395x232.jpg 395w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/08/ชะลอวัยสุขภาพดีด้วยเอนไซม์SOD-20x12.jpg 20w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></a></p>
<p><span style="color: #003300;"><strong>บทความเพิ่มเติม &gt;&gt;</strong></span></p>
<ul>
<li><a title="ลดไขมันในเลือด ด้วยน้ำมันรำข้าวออริซามิน Orysamin" href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94-orysamin/" target="_blank"><strong>ออริซามิน คุณค่าแท้ๆจากน้ำมันรำข้าว</strong></a></li>
<li><a title="เครื่องดื่มเอนไซม์ S.O.D สุดยอดสารต้านอนุมูลอิสระ" href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b8%a1%e0%b9%8c-s-o-d/" target="_blank"><strong>เครื่องดื่มเอนไซม์ S.O.D ชะลอวัย</strong></a></li>
<li><a title="ไขมันพอกตับ เสี่ยงกับมะเร็ง" href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/faq/%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%9a-fatty-liver/" target="_blank"><strong>ไขมันพอกตับ เสี่ยงกับมะเร็ง</strong></a></li>
</ul>
<div class="hatom-extra" style="display:none;visibility:hidden;"><span class="entry-title">เอนไซม์ในอาหาร เสริมพลังชีวิต</span> was last modified: <span class="updated">สิงหาคม 20th, 2017</span> by <span class="author vcard"><span class="fn">admin</span></span></div><p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b8%a1%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-life-power/">เอนไซม์ในอาหาร เสริมพลังชีวิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com">TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</a>.</p>
]]></content:encoded>
			</item>
		<item>
		<title>ลำไส้ สำคัญไม่แพ้สมองเลยนะ!</title>
		<link>https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b8%a5%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%aa%e0%b9%89-2nd-brain/</link>
		<pubDate>Fri, 17 Mar 2017 02:30:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[FAQ]]></category>
		<category><![CDATA[ลำไส้ สมองที่ 2 ของร่างกาย]]></category>
		<category><![CDATA[จุลินทรีย์]]></category>
		<category><![CDATA[ดีท็อก]]></category>
		<category><![CDATA[ดีท็อกซ์ลำไส้]]></category>
		<category><![CDATA[ดีท็อกลำไส้]]></category>
		<category><![CDATA[ท้องผูก]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็งลำไส้]]></category>
		<category><![CDATA[ล้างลำไส้]]></category>
		<category><![CDATA[ลำไส้]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เอนไซม์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.mlm-idea-be-rich.com/?p=7020</guid>
		<description><![CDATA[<p>ลำไส้ คือสมองที่ 2 ของร่างกาย ถือเป็นอวัยวะที่น่าอัศจรร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b8%a5%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%aa%e0%b9%89-2nd-brain/">ลำไส้ สำคัญไม่แพ้สมองเลยนะ!</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com">TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</a>.</p>
]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<h2><strong><span style="color: #993300;">ลำไส้ คือสมองที่ 2 ของร่างกาย</span></strong></h2>
<p>ถือเป็นอวัยวะที่น่าอัศจรรย์มากเพราะทำงานได้อย่างเป็นเอกเทศโดยไม่ต้องอาศัยคำสั่งจาก<span style="color: #808000;"><strong>สมอง </strong></span>เช่น ถ้าร่างกายได้รับอุบัติเหตุจนสมองตาย หรือไขสันหลัง ซึ่งทำหน้าที่รับคำสั่งจากสมองส่งต่อไปอวัยวะส่วนอื่นได้รับบาดเจ็บ<span id="more-7020"></span></p>
<p><strong>ลำไส้ </strong>ก็ยังคงทำงานได้ตามปกติ แต่ถ้าสมองหยุดทำงานในช่วงเวลาสั้นๆแค่ไม่กี่นาทีหรือไม่กี่ชั่วโมง หัวใจและปอด อวัยวะอื่นก็จะหยุดทำงานตาม และเสียชีวิตตามมา แปลว่าหัวใจและปอดทำงานโดยรับคำสั่งจากสมอง</p>
<p>ซึ่งต่างจาก<span style="color: #808000;"><strong>ลำไส้</strong></span>ที่ถ้ามีอุปกรณ์ช่วยชีวิต ทำให้เลือดไหลเวียนได้ตามปกติ ถึงแม้ว่าจะอยู่ในสภาพสมองตาย ก็จะยังคงทำหน้าที่ดูดซึมสารอาหารและขับของเสียได้เหมือนเดิม</p>
<p><span style="color: #333300;"><strong>ความเป็นเอกเทศนี้เองทำให้ลำไส้ถูกเรียกว่าเป็นสมองที่ 2</strong></span>  หลังจากทำความเข้าใจแล้วก็ยิ่งทำให้รู้สึกถึงความลงตัวและความอัศจรรย์เข้าไปอีกเช่น เมื่ออาหารที่มีสารอาหารหลายชนิดทั้ง<span style="color: #808000;"><strong>โปรตีน</strong></span>ไขมันและ<span style="color: #808000;"><strong>คาร์โบไฮเดรต</strong></span>เข้าสู่ลำไส้พร้อมๆกัน</p>
<p>และจะคัดแยกสารอาหารเหล่านี้อย่างรวดเร็ว จากนั้นจะย่อยและดูดซึมสารอาหารส่งไปยังอวัยวะต่างๆ ขณะเดียวกันถ้ามีสิ่งที่เป็นโทษต่อร่างกายเข้าสู่ลำไส้ จากนั้นก็จะส่งข้อมูลไปยังระบบภูมิคุ้มกัน เป็นเหตุให้เกิดอาการท้องเสียเพื่อขับพิษออกจากร่างกาย การคัดแยกและตอบสนองอย่างรวดเร็วเช่นนี้แสดงให้เห็นว่า <strong>&#8220;ลำไส้สามารถตัดสินและวิเคราะห์สถานการณ์ได้เองโดยไม่ต้องผ่านสมอง&#8221;</strong></p>
<p>จากนั้นจึงสั่งการไปยังอวัยวะที่เกี่ยวข้องหรือ<span style="color: #808000;"><strong>ระบบภูมิคุ้มกัน</strong></span>ในร่างกายต่อไป</p>
<p style="padding-left: 30px;"> <span style="color: #666699;">ไม่นานมานี้นักประสาทวิทยาชาวอเมริกันที่พิสูจน์ว่า<strong>ลำไส้คือสมองที่ 2 </strong> ก็พบว่าภายในยังมี<strong>เซโรโทนิน</strong>ที่เป็นสารสื่อประสาทชนิดเดียวกันกับในสมองอยู่มากถึง 95% ของ<strong>เซโรโทนิน</strong>ทั้งหมดในร่างกาย </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">วิวัฒนาการของมนุษย์ช่างน่าอัศจรรย์มาก บรรพบุรุษของเราเริ่มวิวัฒนาการมาจากสัตว์เซลล์เดียวอย่างอะมีบา จนกลายพันธุ์มาเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลัง สมองและลำไส้ต่างพัฒนาเป็นสมองที่มีความรู้สึกคนละส่วน </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">ดูจะเหลือเชื่อที่อวัยวะชิ้นนี้จะมีความเฉลียวฉลาดกว่าหัวใจแถมยังเต็มไปด้วยความรู้สึก และยังเป็นเพียงอวัยวะเดียวที่สามารถตอบสนองได้โดยไม่ต้องรับคำสั่งจากสมองและไขสันหลัง</span></p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>ระบบประสาทอัตโนมัติ</strong></span></h3>
<p>แบ่งออกเป็น<strong> ระบบประสาทซิมพาเทติก</strong> กับ <strong>ระบบพาราซิมพาเทติก </strong>โดย<strong>ระบบประสาทซิมพาเทติก</strong>จะทำงานเมื่อร่างกายอยู่ใน<strong>สภาวะตื่นเต้นดีใจ เ</strong>ช่น รู้สึกกลัวหรือตอน<span style="color: #808000;"><strong>ออกกำลังกาย</strong></span>หัวใจจะเต้นเร็ว</p>
<p>ในทางกลับกัน <strong>ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก</strong>จะทำงานเมื่อร่างกายอยู่ใน<strong>สภาวะผ่อนคลาย</strong> เช่น ขณะพักผ่อนหรือนอนหลับ อุณหภูมิร่างกายจะสูงขึ้นเพราะเส้นเลือดฝอยขยายตัว</p>
<p><img class="size-full wp-image-7074 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2017/03/relax-ผ่อนคลาย.jpg" alt="ระบบประสาทอัตโนมัติที่ทำงานเมื่อร่างกายผ่อนคลาย" width="440" height="260" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/03/relax-ผ่อนคลาย.jpg 440w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/03/relax-ผ่อนคลาย-300x177.jpg 300w" sizes="(max-width: 440px) 100vw, 440px" /></p>
<p>เมื่อระบบประสาทซิมพาเทติกทำงาน ความดันโลหิตจะสูงขึ้นอวัยวะต่างๆจะถูกกระตุ้น มีเพียงกระเพาะและลำไส้เท่านั้นที่ลดการทำงาน การที่เรามักง่วงหลังมื้ออาหารก็เป็นผลจากการทำงานของระบบประสาทพาราซิมพาเทติกที่กระตุ้นให้ระบบย่อยอาหารทำงาน</p>
<p>และยับยั้งอวัยวะอื่นๆนั่นเอง เท่ากับว่าอวัยวะต่างๆจะถูกยับยั้งการทำงานด้วยสัญญาณจาก<strong>สมองที่สอง</strong>นั่นเอง</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;"> นักภูมิคุ้มวิทยาพบว่าเมื่อระบบประสาทซิมพาเทติกทำงาน เม็ดเลือดขาวชนิด granulocyte จะถูกกระตุ้น แต่ถ้าระบบพาราซิมพาเทติกทํางาน เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์จะถูกกระตุ้น </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">ซึ่งโดยปกติลิมโฟไซต์ 60-70เปอร์เซ็นต์จะอยู่ในลำไส้ แปลว่าการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันก็ขึ้นอยู่กับสมดุลของระบบประสาทด้วย ร่างกายของเราจะต้องรักษาสมดุลของการทำงานอย่างสอดคล้องกัน</span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">ระหว่าง<strong>ระบบประสาทซิมพาเทติก</strong>และ<strong>พาราซิมพาเทติก</strong> ถ้าระบบประสาทชนิดใดชนิดหนึ่งทำงานติดต่อกันนานเกินไปก็จะส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันและอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้</span></p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong> เราจะรักษาสมดุลระบบประสาทได้อย่างไร?</strong></span></h3>
<p><span style="color: #993300;"><span style="color: #008000;"><strong>คำตอบ</strong></span> </span>ใช้ชีวิตอย่างมีระเบียบเป็นไปตามจังหวะธรรมชาติ ทำงานเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น พักผ่อนเมื่อดวงอาทิตย์ตก นั่งพักสักครู่หลังอาหาร คนโบราณใช้ชีวิตตามจังหวะของธรรมชาติเช่นนี้มาหลายพันปีแล้ว</p>
<p>การทำงานของอวัยวะต่างๆและระบบภูมิคุ้มกันต่างก็วิวัฒนาการมาจากวัฏจักรดังกล่าว แต่วิถีชีวิตของคนในปัจจุบันกลับละเลยกฎธรรมชาติ กินนอนไม่เป็นเวลา ออกกำลังกายหักโหมหรือไม่เพียงพอ</p>
<p>เครียดจัดทำให้ระบบประสาทอัตโนมัติเสียสมดุล เราจึงควรทำความเข้าใหม่ว่า เราเนี่ยเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ หากฝืนกฎธรรมชาติก็จะมีสุขภาพแข็งที่แข็งแรงได้ยาก เคล็ดลับสุขภาพที่แข็งแรงมีพื้นฐานอยู่บนการใช้ชีวิตอย่างมีระเบียบและเป็นไปตามกฎธรรมชาตินั่นเอง</p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>ประวัติส่วนตัวที่เก็บอยู่ในยีน</strong></span></h3>
<p>ร่างกายของเราเป็นศูนย์รวมของเซลล์กว่า 60 ล้านล้านเซลล์และจุลินทรีย์จำนวนนับไม่ถ้วน เซลล์แต่ละเซลล์จะมีแผนผังชีวิตที่เรียกว่าหน่วยพันธุกรรมหรือยีน</p>
<p>ในแผนผังชีวิตนี้จะเก็บประวัติส่วนตัวที่ถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่นไว้ ประวัติส่วนตัวของมนุษย์ถูกเก็บไว้ในยีนมานานหลายล้านปี โดยมีต้นกำเนิดมาจากสัตว์เซลล์เดียว วิวัฒนาการเป็นสัตว์หลายเซลล์</p>
<p>กลายเป็นสัตว์บก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และสัตว์ที่เฉลียวฉลาดอย่างลิงจนในที่สุดก็วิวัฒนาการเป็นมนุษย์</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;"> หลังจากไข่ได้รับการผสมกับอสุจิ จะแบ่งตัวอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นตัวอ่อน ประวัติส่วนตัวก็จะถูกถ่ายทอดจากข้อมูลมากมายที่อยู่ในยีนถ้าจะกล่าวว่าข้อมูลทั้งหมดที่ใช้ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ถูกเก็บไว้อยู่ในยีนส์ก็คงไม่เกินจริง </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">การที่เซลล์สร้างเอนไซม์ได้ก็นำขั้นตอนมาจากข้อมูล วิธีการสร้างเอนไซม์ที่ถูกเก็บอยู่ในยีนนั้นเอง </span><span style="color: #666699;">ข้อมูลในยีนถูกบันทึกด้วยการเรียงตัวของเบส 4 ชนิดได้แก่ <strong>adenine thymine</strong> <strong>cytosine</strong> และ<strong>guanine</strong> </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">โดยจะจับกันเป็นคู่เรียกว่าเบสคู่สม คล้ายกับข้อมูลมากมายในคอมพิวเตอร์ที่ถูกบันทึกด้วยระบบเลขฐานสองโดยใช้รหัสเพียง 0 กับ1 แค่นั้น แต่ข้อมูลในยีนจะถูกจัดเรียงด้วยเบสมากถึง 4 ชนิด </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">จึงไม่น่าแปลกใจที่มีจำนวนรหัสมากมายมหาศาล สายดีเอ็นเอของมนุษย์มีแบบคู่สมมากถึง 3 พันล้านคู่ มีเพียงฝาแฝดจากไข่ใบเดียวกันเท่านั้นที่จะมีข้อมูลได้ยินเหมือนกันทุกอย่าง</span></p>
<p>       เซลล์ทั้งหมดในตัวเราล้วนมียีนที่เหมือนกัน ดังนั้นเซลล์ทุกเซลล์ก็จะมีข้อมูลเหมือนกัน ถ้าสังเกตร่างกายเราจะพบว่าเซลล์ของกระดูกกล้ามเนื้อ ผิวหนัง เล็บและผม มีการทำงานที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง</p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>ทำไมเซลล์ที่มีข้อมูลพันธุกรรมเดียวกันจึงทำงานต่างกัน?</strong></span></h3>
<p>จากการค้นคว้าพบว่า ข้อมูลทางพันธุกรรมมหาศาลในตัวคนเรานั้น ถูกนำออกมาใช้แค่ 3-10%เท่านั้น <span style="color: #808000;"><strong>เซลล์ทุกเซลล์มีข้อมูลเดียวกัน แต่ทำงานคนละหน้าที่ </strong></span></p>
<p>เช่น เล็บก็จะมีเซลล์ของเล็บที่เปิดการทำงานในส่วนที่เป็นเล็บเท่านั้น ส่วนหน้าที่อื่นๆจะถูกปิดไว้ ความสามารถปิดและเปิดการทำงานของยีน ไม่ได้ถูกกำหนดตายตัวตลอดไป จะสามารถเปลี่ยนแปลงตามปัจจัยแวดล้อมหรืออารมณ์ความรู้สึกได้</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">ประเด็นก็คือ<strong> &#8220;การสับสวิตซ์ปิดเปิดหน้าที่แต่ละอย่างในยีนจำเป็นต้องใช้เอ็นไซม์ &#8221; </strong>ความสัมพันธ์ระหว่างยีนและ<strong>เอ็นไซม์</strong>ค่อนข้างใกล้ชิดและซับซ้อน </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">ยีนมีข้อมูลสำหรับการสร้างเอนไซม์และการอ่านข้อมูลในยีนจำเป็นต้องอาศัย<strong>เอนไซม์</strong> และไม่ว่ายีนหรือเอ็นไซม์ต่างก็ยังมีข้อมูลเชิงลึกที่ยังอธิบายไม่ได้เหมือนปัญหาไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน?</span></p>
<p>การถอดรหัสพันธุกรรมของมนุษย์ได้ประสบความสำเร็จเมื่อไม่นานมานี้และพบว่ามนุษย์มียีนมากถึง  30,000-40,000 แต่มีเพียง 2-3 เปอร์เซ็นต์ที่เราสามารถยืนยันหน้าที่ที่แท้จริงได้</p>
<p><img class="size-full wp-image-7076 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2017/03/ยีน-DNA.png" alt="รหัสพันธุกรรมในยีน" width="478" height="250" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/03/ยีน-DNA.png 478w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/03/ยีน-DNA-300x156.png 300w" sizes="(max-width: 478px) 100vw, 478px" /></p>
<p>ส่วนที่เหลืออีก 97%ข้อมูลยังไม่แน่ชัด  ซึ่งความเข้าใจเกี่ยวกับหน้าที่ของ<strong>เอ็นไซม์</strong>ก็ไม่ต่างกัน คาดว่าเอ็นไซม์ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของเรามีอยู่ 3000-5000 ชนิด ซึ่งก็ยังไม่รู้แน่ชัดทั้งหมดว่าแต่ละชนิดทำหน้าที่อะไร</p>
<p>ตัวเลขนี้เป็นเพียงเอนไซม์ในมนุษย์เท่านั้น สิ่งมีชีวิตทุกชีวิตบนโลกล้วนมีเอนไซม์รวมถึงจุลินทรีย์จึงเป็นเรื่องยากที่จะนับได้หมดว่าในโลกมีเอนไซม์ทั้งหมดกี่ชนิด</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;"> <strong>เอ็นไซม์ที่สร้างจากแบคทีเรียในลำไส้มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการสับสวิตซ์เปิดปิดหน้าที่หรืออ่านข้อมูลในยีน</strong> แม้ว่าจะมีข้อมูลหลายส่วนในยีนและเอนไซม์ที่เรายังไม่รู้ </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">แต่การสร้างเอนไซม์จำเป็นต้องใช้ข้อมูลจากยีน การอ่านข้อมูลจากยีนจำเป็นต้องใช้เอนไซม์ และเอนไซม์ก็เป็นสิ่งจำเป็นในการปิดเปิดการทำงานของยีน</span></p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>ความสัมพันธ์ระหว่างยีน เอนไซม์ และจุลินทรีย์</strong></span></h3>
<p>จากที่กล่าวไปแล้วเกี่ยวกับหน้าที่ของกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก<strong> </strong>ลำไส้ใหญ่ หน้าที่หลักของกระเพาะอาหารคือย่อยอาหาร โดยจะหลั่งของเหลวที่มีฤทธิ์เป็นกรดเรียกว่าน้ำย่อยออกมาย่อยอาหาร</p>
<p>ในน้ำย่อยนี้จะมีเปปซินซึ่งเป็น<span style="color: #808000;"><strong>เอ็นไซม์</strong></span>ย่อยโปรตีน เพื่อให้อาหารอยู่ในสภาพย่อยและดูดซึมไปใช้งานได้ง่าย กระเพาะจะมีบทบาทในการดูดซึมสารอาหารน้อยมาก</p>
<p>ภายในกระเพาะมีสภาพเป็นกรดและเต็มไปด้วยเอนไซม์ย่อยโปรตีน แต่กระเพาะจะไม่ถูกย่อยเพราะผนังด้านในบุด้วยเยื่อเมือก ฉะนั้นคนที่เป็น<span style="color: #808000;"><strong>โรคกระเพาะอาหาร</strong></span>อักเสบ ทำให้มีเยื่อบุผนังกระเพาะบางกว่าปกติเมื่อเยื่อเมือกถูกทำลาย</p>
<p>ผนังกระเพาะก็จะเสียหายตามไปด้วย จนกลายเป็น<span style="color: #808000;"><strong>แผลในกระเพาะอาหาร</strong> <strong>เนื้องอก</strong></span> และ<span style="color: #808000;"><strong>มะเร็ง</strong></span>ในที่สุด</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">ส่วนที่ทำหน้าที่หลักในการดูดซึมสารอาหารคือ<strong>ลำไส้เล็ก</strong> โดยจะหลั่งน้ำย่อยออกมาย่อยอาหารจนมีขนาดเล็กพอที่ผนังจะสามารถดูดซึมไปได้ </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">ที่น่าสนใจคือสภาพในกระเพาะมีฤทธิ์เป็นกรด แต่สภาพภายในลำไส้กับมีฤทธิ์เป็นด่างอ่อนๆ การปรับสภาพอาหารจากกรดเป็นด่างต้องอาศัยน้ำย่อยจากตับอ่อนที่อยู่บริเวณลำไส้เล็กตอนต้น </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">เมื่ออาหารเคลื่อนที่จากกระเพาะมายังลำไส้เล็กน้ำย่อยจากตับอ่อนที่มีฤทธิ์เป็นด่างสูงจะไหลเข้ามายังลำไส้เล็กตอนต้นและผสมกับกรด หลังจากนั้นอาหารที่จะเข้าสู่ลำไส้เล็กก็จะมีฤทธิ์เป็นด่างอ่อนๆ </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">แต่ถ้าน้ำย่อยในตับอ่อนมีน้อย เยื่อบุลำไส้เล็กไปจะถูกกรดกัดกร่อนจนเกิดแผลได้ นอกจากนี้ถ้าเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยอาหารภายในลำไส้เล็กทำงานได้ไม่เต็มที่ ร่างกายก็จะมีสภาพค่อนไปทางกรด</span></p>
<p>      หน้าที่หลักของ<strong>ลำไส้เล็ก</strong>คือ<strong>ย่อยอาหาร</strong>และ<strong>ดูดซึมสารอาหาร </strong> การย่อยต้องอาศัยเอนไซม์ ส่วนการดูดซึมต้องใช้วิลลัสหรือขนเล็กๆที่ยื่นออกมาทั่วผนังลำไส้เหมือนกับขนบนพรมยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร</p>
<p><img class="size-full wp-image-7075 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2017/03/ลำไส้สำคัญไม่แพ้สมอง-intestine.jpg" alt="ลำไส้สำคัญไม่แพ้สมอง จุลินทรีย์ ล้างลำไส้" width="400" height="265" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/03/ลำไส้สำคัญไม่แพ้สมอง-intestine.jpg 400w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2017/03/ลำไส้สำคัญไม่แพ้สมอง-intestine-300x198.jpg 300w" sizes="(max-width: 400px) 100vw, 400px" /></p>
<p>ผิวหน้าของวิลลัสจะมีขนเล็กๆเรียกว่าไมโครวิลไลทำหน้าที่ดูดซึมสารอาหาร วิลลัสจะช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวภายในลำไส้เล็กได้มากถึง 600 เท่า จึงมีคำเปรียบเปรยว่าหากนำลำไส้เล็กของคนเราออกมาแผ่จะได้พื้นที่ใหญ่พอๆกับสนามเทนนิสเลย</p>
<p>ภายในวิลลัสจะมีเส้นเลือดและท่อน้ำเหลือง โดยการดูดซึมกลูโคสและกรดอะมิโนจะผ่านทางเส้นเลือด ส่วนกรดไขมันและกลีเซอไรด์จะถูกดูดซึมผ่านท่อน้ำเหลืองเพื่อส่งไปทั่วร่างกาย</p>
<p><strong>จุลินทรีย์ในลำไส้</strong>จะอาศัยอยู่ตามซอกรอยพับของวิลลัส โดยจะช่วยหลั่งเอนไซม์ที่จำเป็นหรือทำให้อาหารเน่าเสียก็ขึ้นอยู่กับว่าเป็นจุลินทรีย์ชนิดใด</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;"><strong>ตับอ่อน</strong>จะรู้ได้อย่างไรว่าอาหารเดินทางจากกระเพาะมาถึงลำไส้แล้ว? รู้ได้อย่างไรว่าต้องเตรียมน้ำย่อยมากน้อยแค่ไหน? แยกแยะสารอาหารเพื่อจัดเอนไซม์ในการย่อยอาหารแต่ละชนิดได้อย่างไร?</span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;"> ทุกวันนี้เราไม่รู้ว่าลำไส้ทำงานที่ซับซ้อนเหล่านี้ได้ยังไง แต่น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเซลล์และจุลินทรีย์แน่ๆ</span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;"> <strong>จุลินทรีย์</strong>ที่อาศัยอยู่ในลำไส้จะรับรู้สภาพภายในได้ดีกว่าเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้ การหลั่งเอ็นไซม์ย่อยอาหารภายในลำไส้ล้วนอาศัยจุลินทรีย์เหล่านี้ เซลล์เยื่อบุผนังลำไส้ก็ต้องหลั่งเอ็นไซม์เช่นกัน </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">แต่จะรู้ถึงชนิดและปริมาณได้ไม่มากเท่าจุลินทรีย์ อีกทั้งปริมาณ<strong>เอ็นไซม์</strong>ที่มีในร่างกายและสภาพร่างกายในขณะนั้น ก็มีผลต่อปริมาณเอ็นไซม์ที่เซลล์จะหลั่งออกมาอีกด้วย </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">ฉะนั้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างจุลินทรีย์และเซลล์ในร่างกายจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย การที่ลำไส้สามารถทำงานซับซ้อนได้ก็เพราะอาศัยกลไกนี้ </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">จุลินทรีย์ในลำไส้และเซลล์ในร่างกายจะแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินว่าจะต้องหลั่งเอนไซม์ในปริมาณเท่าใดให้เหมาะสมกับสภาวะนั้นๆ และส่งข้อมูลไปยังยีนในเซลล์แล้วค่อยผลิตเอ็นไซม์ออกมา</span></p>
<p>      ลำพังการแลกเปลี่ยนข้อมูลภายในลำไส้เองไม่สามารถเก็บข้อมูลได้ทั้งหมดของร่างกายได้ แต่ทุกส่วนในร่างกายเรามีจุลินทรีย์อาศัยอยู่ไม่ว่าจะเป็นผิวหนัง จมูกปาก ช่องคลอด ระบบทางเดินอาหาร</p>
<p>จุลินทรีย์เหล่านี้จะเป็นปราการด่านแรกที่ทำหน้าที่ช่วยเก็บข้อมูล ข้อมูลที่ได้จากจุลินทรีย์ส่วนต่างๆจะถูกส่งไปยังเซลล์ก่อน จากนั้นจึงค่อยผ่านออกจากเซลล์โดยอาศัยของเหลวนำข้อมูลเหล่านั้นส่งต่อไปยังลำไส้</p>
<p>แล้วจึงส่งสารอาหารไปทั่วร่างกาย การแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าวนอกจากจะเกิดขณะมีการย่อยและดูดซึมสารอาหารแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันยังแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านภูมิคุ้มกันด้วย</p>
<p><span style="color: #808000;"><strong>&#8220;การแลกเปลี่ยนข้อมูล3  ฝ่ายระหว่างยีน เอนไซม์กับ และจุลินทรีย์จึงมีส่วนร่วมในการควบคุมดูแลสุขภาพของเรา&#8221;</strong></span></p>
<p><span style="color: #993300;"><strong>       ลำไส้มีความสำคัญต่อสุขภาพของเรามากกว่าที่คิด เราควรดูแลทั้งอาหารการกิน ขับถ่ายให้ปกติ อย่าปล่อยให้ท้องผูกบ่อยๆหรือนานๆ ดีท็อกบ้าง เพื่อให้ระบบต่างๆของร่างกายสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ</strong></span></p>
<p><a title="แอดไลน์ เพื่อสั่งซื้อสินค้ากับฐิสา" href="http://line.me/ti/p/~s7514" target="_blank"><img class="size-full wp-image-8155 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2016/04/ดีท็อกลำไส้ที่ดีที่สุด-ไฟโตวี่-Phytovy.jpg" alt="ดีท็อกลำไส้ที่ดีที่สุด ไฟโตวี่ Phytovy detox" width="600" height="328" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2016/04/ดีท็อกลำไส้ที่ดีที่สุด-ไฟโตวี่-Phytovy.jpg 600w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2016/04/ดีท็อกลำไส้ที่ดีที่สุด-ไฟโตวี่-Phytovy-300x164.jpg 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></a></p>
<p><strong>บทความที่น่าสนใจ</strong></p>
<ul>
<li><strong><a title="ไฟโตวี่ ดีท็อกซ์ (PHYTOVY)" href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b8%a7%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%81-phytovy/" target="_blank">ดีท็อกลำไส้ง่ายๆด้วย Phytovy</a></strong></li>
<li><a title="การ ‘ล้างพิษ’ (detox) คืออะไรและส่งผลดีต่อร่างกายอย่างไร?" href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/faq/%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a9-%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%81-detox/" target="_blank"><strong>การล้างพิษ คืออะไร ส่งผลดีต่อร่างกายอย่างไร</strong></a></li>
</ul>
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;">
<div class="hatom-extra" style="display:none;visibility:hidden;"><span class="entry-title">ลำไส้ สำคัญไม่แพ้สมองเลยนะ!</span> was last modified: <span class="updated">พฤศจิกายน 19th, 2017</span> by <span class="author vcard"><span class="fn">admin</span></span></div><p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b8%a5%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%aa%e0%b9%89-2nd-brain/">ลำไส้ สำคัญไม่แพ้สมองเลยนะ!</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com">TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</a>.</p>
]]></content:encoded>
			</item>
		<item>
		<title>10 วิธีง่ายๆให้เพื่อให้โบนัส &#8216;สุขภาพ&#8217;</title>
		<link>https://www.tisatrendy.com/faq/10-method-gift-%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/</link>
		<pubDate>Sun, 02 Oct 2016 13:25:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[10 วิธีให้โบนัสสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[FAQ]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวิตดีดี]]></category>
		<category><![CDATA[ตรวจสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ทำฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟูสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เสริมสวย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.mlm-idea-be-rich.com/?p=6257</guid>
		<description><![CDATA[<p>&#8216;สุขภาพ&#8217; ดีได้ง่ายๆด้วย 10 วิธี ไชโย! ในที่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com/faq/10-method-gift-%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/">10 วิธีง่ายๆให้เพื่อให้โบนัส &#8216;สุขภาพ&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com">TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</a>.</p>
]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<h2>&#8216;สุขภาพ&#8217; ดีได้ง่ายๆด้วย 10 วิธี</h2>
<p><strong>ไชโย!</strong> ในที่สุดก็สิ้นปีสักที.. คนทำงานอย่างเราๆก็ตั้งหน้าตั้งตารอวันหยุดยาวๆแบบนี้กันมาตั้งนาน</p>
<p>จะได้มีโอกาสไปเที่ยวพักผ่อนพักร่างกันให้หนำใจซะที มอบรางวัลชีวิตให้ตัวเอง<span id="more-6257"></span></p>
<p>หลังจากที่ลุยงานหนักมาตลอดปี แต่ใครที่ยังคิดไม่ตกหรือไม่ได้วางแผนว่าจะฉลองปีใหม่ยังไงดี แนะนำ 10 วิธีง่ายๆให้โบนัส<span style="color: #808000;"><strong>สุขภาพ</strong></span>ตัวเองเพื่อต้อนรับ<span style="color: #808000;"><strong>ปีใหม่</strong></span>อย่างสดใสมาฝากค่ะ..</p>
<p>หลายคนตั้งหน้าตั้งตาทำงานอย่างเดียวจนไม่เคยมีเวลาให้กับ<span style="color: #808000;"><strong>สุขภาพ</strong></span>ตัวเองลองนึกถึงเครื่องจักรที่ใช้งานมันเพียงอย่างเดียว</p>
<p>แต่ไม่เคยมีการซ่อมบำรุง ถ่ายน้ำมันเครื่อง เช็ควาว์ลฯ เครื่องจักรก็จะเสื่อมโทรมลงจากการใช้งานอย่างรวดเร็วเร็วกว่าอายุใช้งานที่ควรเป็น.. ร่างกายคนเราก็เหมือนกัน</p>
<p>เราใช้งานอยู่ตลอดทุกวี่วัน ถึงจุดนึงเราก็ต้องย้อนกลับมาดูแล<span style="color: #808000;"><strong>สุขภาพ</strong></span>ร่างกายชดเชยคืนกลับไปบ้าง ทั้งร่างกายและจิตใจ</p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>1. เสริมสวยเพิ่มพลังกายใจ</strong></span></h3>
<p>ฟังดูอาจเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยเสียเวลา แต่หลายๆคนทำงานหนักมาทั้งปี น่าจะลองเปลี่ยนภาพลักษณ์ตัวเองเปลี่ยนลุคใหม่ๆ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องทุ่มเงินไปกับร้าน<span style="color: #808000;"><strong>เสริมสวย</strong></span>แพงๆ สปาดังๆเสมอไปหรอกนะคะ</p>
<p>ลองเลือกร้านราคาปานกลางแต่ผลงานก็ใช้ได้ดีก็มีอยู่มากมาย หรือถ้าขยันหน่อยในวันหยุดจะประยุกต์เปิดตำรา<span style="color: #808000;"><strong>สมุนไพร</strong></span>ไทยๆลองทำที่บ้านก็ได</p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>2. ถึงเวลา check up สักที</strong></span></h3>
<p>ถึงแม้ว่าปีหนึ่งจะเสียเวลาเพียงครั้งเดียว บางคนก็ยังผลัดผ่อนไปก่อนจากเดือนเป็นปีๆอีก.. เลิกลังเลเถอะ! เดี๋ยวนี้สะดวกใช้เวลาไม่มากโปรแกรม<span style="color: #808000;"><strong>ตรวจสุขภาพ</strong></span>ก็มีให้เลือกหลายแบบตามอายุ</p>
<p>เช่น ตรวจสุขภาพทั่วไป สำหรับเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน สำหรับอายุ 25-40 ปีขึ้นไป แล้วยังมีโปรแกรมตรวจเสริมให้เลือกอีกต่างหากเช่น ตรวจหา<span style="color: #808000;"><strong>มะเร็ง</strong></span>ต่างๆ</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">       ค่าใช้จ่ายของแต่ละโปรแกรม<strong>ตรวจสุขภาพ</strong>ก็ขึ้นอยู่กับโรงพยาบาล ราคาตั้งแต่หลัก100 ถึงหลัก1000 หลังจากทราบผลตรวจเราก็จะได้ปรับปรุง<strong>สุขภาพ</strong>ได้อย่างถูกทาง และถ้าพบความผิดปกติจะได้รีบรักษาเสียแต่เนิ่นๆ จะได้รักษาง่ายและหายไวกว่า</span></p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>3. ตัดแว่นใหม่รับวิวสดใส</strong></span></h3>
<p>ใครที่มีปัญหาด้านสายตาคงรู้ดีว่าตัดแว่นสมัยนี้แพงมาก คนจำนวนไม่น้อยตัดแว่นเท่าที่จำเป็นเท่านั้น บางคนรอจนมองไม่เห็นแล้วค่อยไปตัด สิ้นปีทั้งทีก็รีบไปตัดแว่นให้ตัวเองเถอะ..</p>
<p>จะได้ไม่ต้องมองโลกแบบมัวๆอีกต่อไป เกิดหกล้มสะดุดชนโน่นชนนี่จะไม่คุ้มกัน หรือใครจะทำเลสิกก็ไม่ว่ากันแค่เลือกสถาบันที่เชื่อถือได้สักนิดนึง</p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>4. ทำฟันยิ้มสวยรับปีใหม่</strong></span></h3>
<p>เป็นอีกอย่างหนึ่งที่คนส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงกันประจำ เหตุผลเดิมๆว่า “ขอเก็บเงินก่อน งานยุ่งแถวบ้านไม่มีคลินิกดีๆ”  ยิ่งกว่านั้นบางคนรอให้เป็นมากๆหรือเจ็บจริงๆ</p>
<p>เช่น ปล่อยให้ฟันคุดขึ้นขวางฟันซี่อื่นจนเป็นหนอง หรือปวดอักเสบซะก่อนค่อยไปหาหมอ ทางที่ดีรีบไปทำฟันจะได้มีฟันดีๆกินของอร่อยๆ</p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>5. กินอย่างฉลาดสบายท้อง</strong></span></h3>
<p>พอถึงหน้า<span style="color: #808000;"><strong>เทศกาล</strong></span>ทีไร กระเพาะอาหารต้องรับมือหนักทุกที ไม่ว่าจะงานเลี้ยงสังสรรค์ทั้งหลาย ถ้าคุณเป็นคนรัก<strong>สุขภาพ</strong>ระวังเรื่องอาหารและน้ำหนักมาตลอดทั้งปี ช่วงนี้แหละเป็นช่วงที่น่าอึดอัดที่สุด</p>
<p>เพราะใจก็อยากกินให้เต็มที่สักหน่อย อีกใจก็ห่วงสุขภาพ ดังนั้นอนุญาติให้ตามใจปากสักนิดแต่ต้องเลือกกินอย่างฉลาดเช่นจะไปกินบุฟเฟ่ต์ตามโรงแรมก็เลือกกินสลัดก่อน ทีละน้อยชิมพอเป็นพิธี</p>
<p>กินของทอดน้อยหน่อย ขนมหวานเป็นไอศกรีมหรือเค้กไขมันต่ำเช่นไอศกรีมเชอร์เบท ไอศครีมโยเกิร์ต ถ้าอยากกินเค้กลองเลือกเป็นเค้กธัญพืชเช่นแครอท ลูกพรุน</p>
<p><img class="wp-image-6267 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2016/10/สิ่งที่ควรทำเพื่อสุขภาพที่ดี.jpg" alt="สิ้นปี ให้โบนัสตัวเองด้วยสุขภาพที่ดี" width="626" height="327" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2016/10/สิ่งที่ควรทำเพื่อสุขภาพที่ดี.jpg 1200w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2016/10/สิ่งที่ควรทำเพื่อสุขภาพที่ดี-300x156.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2016/10/สิ่งที่ควรทำเพื่อสุขภาพที่ดี-1024x535.jpg 1024w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2016/10/สิ่งที่ควรทำเพื่อสุขภาพที่ดี-900x470.jpg 900w" sizes="(max-width: 626px) 100vw, 626px" /></p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>6. เข้าคอร์สที่ชอบ เสริมทักษะ</strong></span></h3>
<p>ถือเป็นโอกาสดีที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง โดยการหาเวลาว่างไปเสริมทักษะ <span style="color: #808000;"><strong>ความคิดสร้างสรรค์</strong></span>และสติปัญญา หรืออาจจะไปฟิตเนสเพิ่มความแข็งแรง คอร์สพัฒนาบุคลิกภาพ</p>
<p>ใครกลุ้มใจ จิตใจว้าวุ่น อยากได้ความสงบก็ไปปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ หรือเพิ่มเติมความรู้ด้านอื่นๆเพื่อการทำงานหรือเรียนต่อ</p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>7. ลายาวทั้งทีต้องคุ้มค่า</strong></span></h3>
<p><span style="color: #808000;"><strong>พักผ่อน</strong></span>ให้เต็มอิ่มหรือจัดระเบียบชีวิตตัวเองซะใหม่&#8230; โดยเฉพาะพวกบ้างาน ขลุกตัวเองอยู่ที่ทำงานทั้งวันเช้ายันดึก แนะนำให้คุณกลายเป็นคนบ้านอนแทน พักผ่อนให้มากๆสำหรับคนไม่ชอบไปเที่ยวข้างนอกแต่อยากหากิจกรรมทำ</p>
<p>แนะนำให้หยิบหนังสือที่ซื้อไว้มาอ่าน หรือเลือกซื้อหนังสือดีๆสักเล่มมาอ่าน ส่วนคนชอบท่องเที่ยว นี่เลย..ทัวร์<strong>สุขภาพ</strong>นอกจากได้พักผ่อนแล้วยังได้ฟื้นฟูร่างกายอีกด้วย</p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>8. จัดบ้านให้น่าอยู่(ถูกสุขอนามัย)</strong></span></h3>
<p>สิ้นปีทั้งทีจะปล่อยให้บ้านโทรมต้อนรับเพื่อนๆญาติๆที่อยู่มาเยี่ยมเยียนได้ไง.. ปัดกวาดเช็ดถูให้สะอาด ทำบ้านให้ใหม่ จัดให้น่าอยู่ต้อนรับปีใหม่ เวลาอยู่อาศัยก็จะมี<span style="color: #808000;"><strong>สุขภาพ</strong></span>ดีขึ้นด้วย</p>
<p>เพราะไม่ต้องสูดดมฝุ่นที่จับหนาอยู่ตามซอกต่างๆจนเป็น<span style="color: #808000;"><strong>ภูมิแพ้</strong> </span>ผ้าปูที่นอนซักอาทิตย์ละครั้ง ที่นอนก็สำคัญมากถ้าใช้มานานอาจทำให้ปวดหลังเรื้อรัง จัดการเปลี่ยนที่นอนเลยจะได้หลับพักผ่อนอย่างถูกสุขลักษณะ</p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>9. ร่วมแบ่งปันความสุขสร้างกุศล</strong></span></h3>
<p>เป็นการให้โบนัสสุขภาพใจ หลายครอบครัวได้รับของขวัญเยอะแยะมากมายจากเพื่อนๆญาติๆ บางทีเยอะมากเสียจนใช้กันไม่หมดไม่มีที่เก็บ แนะนำให้แบ่งปันความสุขที่คุณได้ให้แก่คนอื่นๆ</p>
<p>โดยนำไปบริจาคให้สถานสงเคราะห์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ เสื้อผ้า ของใช้ หรือพากันไป<span style="color: #808000;"><strong>ทำบุญ</strong></span>ที่วัด ขอพรพระเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัว</p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>10. ตั้งปณิธานปรับปรุงตนเอง</strong></span></h3>
<p>เป็นวิธีที่ประหยัดและไม่เสียตังค์สักบาท แต่ต้องอาศัยความตั้งใจจริงและความพยายาม ลองคิดดูว่าปีที่ผ่านมาเราทำอะไรบ้าง? สิ่งไหนที่เราทำผิดพลาด ล้มเหลว ให้ถือเป็นบทเรียนเพื่อปรับปรุงตนเอง</p>
<p>ลองถามเพื่อนๆคนสนิทรอบข้างดูเปิดอก ไม่เอาอารมณ์มาเกี่ยวข้อง ยอมรับข้อวิจารณ์นั้นๆมาปรับตนเอง ต้องมีความกระตือรือร้นในการปรับปรุงตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่ช่วงเดือนแรกๆ ไม่งั้นจะกลายเป็นนิสัยแก้ได้ยาก</p>
<p><span style="color: #993300;"><strong>      ทั้งหมดนี้เราสามารถทำได้อย่างง่ายดาย.. ไม่ต้องใช้เงินจำนวนมาก แถมได้ของขวัญทั้งสุขภาพกายและใจต้อนรับปีใหม่อย่างสดใส แล้วคุณจะได้ชีวิตใหม่ที่ดีมีคุณภาพจริงๆ</strong></span></p>
<p><a title="เครื่องดื่มเอนไซม์ S.O.D สุดยอดสารต้านอนุมูลอิสระ" href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b8%a1%e0%b9%8c-s-o-d/" target="_blank"><img class="size-full wp-image-6541 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2016/11/SODเครื่องดื่มเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระชะลอวัย.jpg" alt="เครื่องดื่มน้ำเอนไซม์ S.O.D ต้านอนุมูลอิสระ ต้านความแก่" width="600" height="337" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2016/11/SODเครื่องดื่มเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระชะลอวัย.jpg 600w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2016/11/SODเครื่องดื่มเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระชะลอวัย-300x168.jpg 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><a title="อาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน นูทริก้า (Nutriga)" href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99-nutriga/" target="_blank"><strong>&gt;&gt; ห่างไกลโรคเสื่อมได้ด้วย Nutriga &lt;&lt;</strong></a><br />
<a title="เอนไซม์ SOD ‘สารต้านอนุมูลอิสระ’ ที่ดีที่สุดในโลก" href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/faq/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b0-sod/" target="_blank"><strong>&gt;&gt; sod สุดยอดสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีที่สุด &lt;&lt;</strong></a></p>
<div class="hatom-extra" style="display:none;visibility:hidden;"><span class="entry-title">10 วิธีง่ายๆให้เพื่อให้โบนัส &#8216;สุขภาพ&#8217;</span> was last modified: <span class="updated">พฤษภาคม 14th, 2017</span> by <span class="author vcard"><span class="fn">admin</span></span></div><p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com/faq/10-method-gift-%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/">10 วิธีง่ายๆให้เพื่อให้โบนัส &#8216;สุขภาพ&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com">TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</a>.</p>
]]></content:encoded>
			</item>
		<item>
		<title>ตรวจสุขภาพ แต่เนิ่นๆ..ปลอดภัยกว่า</title>
		<link>https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e-safe-more/</link>
		<pubDate>Thu, 01 Sep 2016 16:46:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[FAQ]]></category>
		<category><![CDATA[ตรวจสุขภาพก่อน ปลอดภัยกว่า]]></category>
		<category><![CDATA[การตรวจร่างกาย]]></category>
		<category><![CDATA[การตรวจสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ตรวจมะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[ตรวจร่างกาย]]></category>
		<category><![CDATA[ตรวจสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ตรวจสุขภาพประจำปี]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้หญิง]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เอดส์]]></category>
		<category><![CDATA[โรคติดต่อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.mlm-idea-be-rich.com/?p=6117</guid>
		<description><![CDATA[<p>เริ่ม &#8216;ตรวจสุขภาพ&#8217; ก่อน ปลอดภัยกว่า         [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e-safe-more/">ตรวจสุขภาพ แต่เนิ่นๆ..ปลอดภัยกว่า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com">TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</a>.</p>
]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #993300;"><strong>เริ่ม &#8216;ตรวจสุขภาพ&#8217; ก่อน ปลอดภัยกว่า</strong></span></h2>
<p><strong>       <span style="color: #808000;">สุขภาพของคุณนั้นดีแค่ไหน? มีสิ่งไม่ดีเริ่มก่อตัวขึ้นมารึปล่าว จะรู้ได้ยังไง.. ?</span></strong></p>
<p>การ<strong>ตรวจสุขภาพ</strong>เป็นเพียงวิธีเดียวที่จะบอกคุณได้ เพื่อให้เราได้รู้ความเป็นไปหรือสัญญาณเตือนที่สำคัญๆ<span id="more-6117"></span></p>
<p>เพื่อที่จะสามารถดูแล ปรับปรุงหรือรับมือได้ทันท่วงทีก่อนที่โรคต่างๆจะก่อตัวขึ้นมา..</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;"><strong>ผู้หญิง</strong>สมัยนี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าแต่ก่อน เพราะการ<strong>ตรวจสุขภาพ</strong>เบื้องต้นนั้นเป็นวิธีการที่ดี บ่งชี้ได้ถึงระดับ<strong>สุขภาพ</strong>และช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติต่างๆก่อนที่จะมีอาการ นี่คือประสิทธิภาพที่สุดของการรักษา</span></p>
<h3><span style="color: #333300;"><strong>ตรวจสุขภาพชนิดไหนที่จำเป็นสำหรับผู้หญิง</strong></span></h3>
<h3><strong><span style="color: #008000;">1. ตรวจเต้านม</span></strong></h3>
<p>เต้านมเป็นส่วนสำคัญที่<span style="color: #808000;"><strong>ผู้หญิง</strong></span>ทุกคนหวงแหน การตรวจนั้นทำได้หลายวิธี แม้ว่าการตรวจเต้านมด้วยตนเองทุกเดือนๆจะสามารถช่วยให้ตรวจพบสิ่งผิดปกติของเต้านมก่อน</p>
<p>แต่การตรวจที่ดีที่สุดสำหรับ<span style="color: #808000;"><strong>มะเร็งเต้านม</strong></span>คือ การตรวจเต้านมทางคลีนิค และการทำแมมโมแกรม ซึ่งควรตรวจทุกๆ 3 ปีถ้าอายุไม่ถึง 40 หลังจากนั้นควรตรวจทุกๆปี</p>
<p style="padding-left: 30px;">    <span style="color: #666699;">  แมมโมแกรมเป็นเทคโนโลยีการแพทย์ที่นิยมใช้กันในปัจจุบันเพราะมีความละเอียดสูง สามารถตรวจพบมะเร็งก่อนที่จะเป็นเนื้อได้ล่วงหน้าถึง 2 ปี </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">แม้ว่าแมมโมแกรมจะสามารถตรวจพบมะเร็งได้หลายชขนิด แต่ความเที่ยงตรงอาจจะยังไม่ 100% เพราะในบางครั้งเมื่อนำชิ้นเนื้อไปตรวจกลับพบผลที่ได้เป็นปกติ</span></p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>2. ตรวจมะเร็งปากมดลูก</strong></span></h3>
<p>การตรวจ<span style="color: #808000;"><strong>มะเร็งปากมดลูก</strong></span> (Pap test) เป็นอีกเรื่องนึงที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม เพราะ<strong>มะเร็งปากมดลูก</strong>เมื่อรู้ก่อน รักษาได้เร็ว โอกาสหายสูง การตรวจมะเร็งปากมดลูกจะเป็นการตรวจภายใน</p>
<p>โดยจะนำเซลล์จากปากมดลูกไปตรวจหาความผิดปกติของมะเร็งที่ยังไม่แสดงอาการ ซึ่งควรตรวจทุกๆ 3 ปีตั้งแต่เริ่มมีเพศสัมพันธ์</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">       ส่วน<strong>ผู้หญิง</strong>อายุมากกว่า 65 ปี ไม่จำเป็นต้องตรวจประจำเหมือนสาวๆ ถ้าผลที่ผ่านมาปกติ และไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ส่วนผู้หญิงที่ได้รับการตัดมดลูกและปากมดลูกออกด้วยสาเหตุที่ไม่เกี่ยวกับมะเร็ง ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจเช่นกัน</span></p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>3. ตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์</strong></span></h3>
<p>มีความจำเป็นสำหรับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะที่มีคู่นอนมากกว่า 1 คน และหนึ่งในนั้นก็มีคู่นอนอีกหลายคน เชื้อที่ตรวจพบมากที่สุดคือ <strong> Chlamydia </strong></p>
<p>ซึ่งหากปล่อยไว้ไม่รักษา อาจทำให้เป็นหมันได้ ส่วนเชื้อที่เจอบ่อยเช่นกันก็คือ หนองใน, ซิฟิลิส, <strong>เอดส์</strong> ,เริม และไวรัสตับอักเสบบี</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">      หากตรวจพบเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งรักษาได้เร็วเท่านั้น หรืออย่างน้อยก็ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือรูปแบบการใช้ชีวิตให้ดีขึ้น เพราะเชื้อบางชนิดเมื่อติดแล้วก็จะเกาะติดคุณไปตลอดจนตาย</span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;"> เช่น HIV สำหรับคนที่ไม่เคยตรวจมาก่อนแต่ได้ติดเชื้อดังกล่างแล้วตั้งครรภ์ เชื้อบางชนิดอาจถ่ายทอดไปสู่ลูกได้ด้วย ซึ่งเป็นอันตรายต่อทารก</span></p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>4. ตรวจเบาหวาน</strong></span></h3>
<p>ผู้หญิงมีสถิติเป็น<span style="color: #808000;"><strong>โรคเบาหวาน</strong></span>มากขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะคนที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานหรือเป็นโรคอ้วน หรือบางคนที่มีไขมันหน้าท้องมาก ก็มีผลวิจัยแล้วว่ามีโอกาสเป็นโรคเบาหวานมากกว่าคนปกติ หรือคนที่มีไขมันบริเวณส่วนอื่นๆมากกว่าหน้าท้อง</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;"><strong>ผู้หญิง</strong>ส่วนใหญ่จะเริ่มเป่นตอนวัยกลางคน และมีแนวโน้มพบในวัยรุ่นมากขึ้นด้วย ที่พบมากคือ เบาหวานชนิดที่2 เนื่องจากน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น เพราะร่างกายไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เพียงพอหรือไม่สามารถใช้อินซูลินได้ตามปกติ</span></p>
<p>       ปัจจัยเสี่ยงของเบาหวานชนิดที่ 2 คือ อายุ , ความอ้วน(ดัชนีมวลกายมากกว่า 30 ขึ้นไป), ขาดการออกกำลังกาย และกรรมพันธุ์ นอกจากนี้ยังพบได้มากในคนที่เป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์</p>
<p>หรือในกลุ่มอาการรัไข่มีถุงน้ำหลายใบ <span style="color: #808000;"><strong>ความดันโลหิตสูง</strong></span> คอเลสเตอรอลสูง หรือเคยตรวจพบระดับกลูโคสในพลาสมาผิดปกติ</p>
<p><img class="size-full wp-image-6127 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2016/09/การตรวจสุขภาพ.jpg" alt="ตรวจสุขภาพก่อน ผู้หญิง โรคติดต่อ โรคเบาหวาน เอดส์ กระดูกพรุน สุขภาพ" width="363" height="250" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2016/09/การตรวจสุขภาพ.jpg 363w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2016/09/การตรวจสุขภาพ-300x206.jpg 300w" sizes="(max-width: 363px) 100vw, 363px" /></p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>5. ตรวจโรคหัวใจ</strong></span></h3>
<p>คงต้องยอมรับว่ารูปแบบการกินของผู้คนเปลี่ยนไปมาก อาหารไทยที่เคยเน้นผัก ปลา น้ำพริก กลายมาเป็นอาหารสำเร็จรูป ฟาสฟู๊ด การกินอาหารที่มีไขมันสูงมากขึ้น</p>
<p>และที่สำคัญคือขาดการ<strong>ออกกำลังกาย</strong> เลยทำให้มักเป็นโรคฮิตเช่น <strong>ความดันโลหิตสูง</strong> เบาหวาน โรคอ้วน และทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลต่อการเป็น<strong>โรคหัวใจ</strong></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">ที่น่าสังเกตก็คือ ผู้หญิงอาจจะไม่รู้สึกถึงอาการเกี่ยวกับกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน แต่ผู้หญิงมักมีโอกาสมากกว่าผู้ชายตรงที่จะมีอาการอาหารไม่ย่อย หายใจลำบาก หรือเจ็บปวดกล้ามเนื้อแทนที่จะมีอาการเจ็บหน้าอกอย่างทั่วๆไป</span></p>
<p>        ผู้หญิงที่อายุเกิน 18 ปีขึ้นไป ควรตรวจความดันโลหิตเป็นประจำถ้าต่ำกว่า 130/80 ควรตรวจทุกๆ 2ปี แต่ถ้ามากกว่านี้อีกก็มีความเสี่ยงเป็น<span style="color: #808000;"><strong>โรคหัวใจ</strong></span>สูง ยิ่งมีระดับคอเลสเตอรอลสูงหรือมีเบาหวานอยู่แล้วยิ่งต้องเช็คถี่ขึ้น คนที่สูบบุหรี่หรือเป็นเบาหวานอยู่แล้ว ควรเริ่มตรวจตุ้ง 20 ปีขึ้นไป</p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>6. ตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก</strong></span></h3>
<p>กระดูกของผู้หญิงมีความหนาแน่นน้อยกว่าผู้ชาย และยิ่งเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน จะยิ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเนื้อกระดูกอย่างรวดเร็ว จึงทำให้กระดูกพรุนได้ง่าย</p>
<p>ฉะนั้นหญิงวัยหมดประจำเดือนควรตรวจกระดูกพรุนเป้นประจำ ส่วนคนที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนเช่น น้ำหนักน้อย หรือไม่ได้รัยฮอร์โมนเอสโจตรเจนทดแทน ควรพบแพทย์เพราะต้องดูแลเป็นพิเศษ</p>
<p>จะได้ระมัดระวังป้องกันอุบัติเหตุในชีวิตประจำวันด้วย เนื่องจากกระดูกจะแตกหักง่ายกว่าคนปกติ เป็นอันตรายพอสมควรถ้าเกิดในตำแหน่งสำคัญ  เช่น ข้อมือ หรือสะโพก</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">การป้องควรเริ่มตั้งแต่วัยรุ่น โดยการสะสมความหนาแน่นของกระดูกไว้ด้ยการกินอาหารที่มีแคลเซียมสูง ออกกำลังที่มีแรงกดกระแทกสม่ำเสมอ เพราะหากเข้าสู่วัยทองแล้วการเสริมความหนาแน่นของกระดูกคงเป็นไปได้ยาก</span></p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>7. ตรวจไทรอยด์</strong></span></h3>
<p>ควรมีการตรวจหาระดับฮอร์โมนไทรอยด์ TSH เพื่อตรวจหาความผิดปกติของไทรอยด์ ซึ่งควรตรวจตั้งแต่ 35 ขึ้นไป ทุกๆ 5 ปี เพราะความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ จะนำมาซึ่งความผิดปกติต่างๆของร่างกาย และที่สำคัญคนที่ต้องการมีลูกควรตรวจก่อนท้อง เพื่อความปลอดภัยทั้งแม่และลูก</p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>8. ตรวจมะเร็งลำไส้ใหญ่</strong></span></h3>
<p><span style="color: #808000;"><strong>ผู้หญิง</strong></span> 50 ปีขึ้นไปควรตรวจมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่ถ้ามีประวัติคนในครอบครัว โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ควรเริ่มตรวจเร็วขึ้น การตรวจมีหลายวิธีเช่น ตรวจหาเลือดที่แผงมากับอุจจาระ การส่องกล้องผ่านทวารหนัก หรือตรวจเอ็กซเรย์ Barium enema</p>
<p>ทั้งหมดนี้เป็นการตรวจพื้นฐานเพียง 8 อย่างที่สำคัญเท่านั้น สำหรับผู้หญิงแต่ละช่วงวัย คุณอาจรอตรวจพร้อมกับ<strong>ตรวจสุขภาพ</strong>ประจำปีหรือจะตรวจเป็นการเฉพาะก็ได้ ซึ่งเดี๋ยวนี้มีแพ็คเกจหลากหลายแบบให้เลือกในราคาที่ต่างกันออกไป</p>
<p><span style="color: #993300;"><strong>      แม้ว่าการตรวจสุขภาพเป็นสิ่งที่ดี แต่การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งที่จำเป็นมากกว่า เพราะหากเราดูแลสุขภาพให้ดี กินอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ออกกำลังกายเป็นประจำหรือเสริมด้วยอาหารดีๆเช่น งาดำ เบต้ากลูแคน ก็จะช่วยให้คุณห่างไกลจากโรคภัยทั้งหลายได้แล้วค่ะ</strong></span></p>
<p><a title="อาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน นูทริก้า (Nutriga)" href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99-nutriga/" target="_blank"><img class="size-full wp-image-7322 aligncenter" src="http://www.mlm-idea-be-rich.com/wp-content/uploads/2015/07/อาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนูทริก้า-Nutriga.jpg" alt="อาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน นูทริก้า Nutriga" width="600" height="314" srcset="https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2015/07/อาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนูทริก้า-Nutriga.jpg 600w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2015/07/อาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนูทริก้า-Nutriga-300x157.jpg 300w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2015/07/อาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนูทริก้า-Nutriga-395x207.jpg 395w, https://www.tisatrendy.com/wp-content/uploads/2015/07/อาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนูทริก้า-Nutriga-20x10.jpg 20w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><a title="อาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน นูทริก้า (Nutriga)" href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99-nutriga/" target="_blank"><strong>&gt;&gt; บำรุงร่างกายง่ายๆด้วย Nutriga &lt;&lt;</strong></a><br />
<a title="เซซามิน จากงาดำกำจัดโรคเรื้อรัง" href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/faq/%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99-chronic-curation/" target="_blank"><strong> &gt;&gt; งาดำ สรรพคุณมากมาย &lt;&lt;</strong></a><br />
<a title="น้ำว่านหางจระเข้ S VERA PLUS" href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89-s-vera-plus/" target="_blank"><strong> &gt;&gt; ว่านหางจระเข้ สมุนไพรไทย &lt;&lt;</strong></a></p>
<div class="hatom-extra" style="display:none;visibility:hidden;"><span class="entry-title">ตรวจสุขภาพ แต่เนิ่นๆ..ปลอดภัยกว่า</span> was last modified: <span class="updated">พฤษภาคม 14th, 2017</span> by <span class="author vcard"><span class="fn">admin</span></span></div><p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e-safe-more/">ตรวจสุขภาพ แต่เนิ่นๆ..ปลอดภัยกว่า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com">TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</a>.</p>
]]></content:encoded>
			</item>
		<item>
		<title>แม้จะติด &#8216;สเตียรอยด์&#8217; ก็ดีท็อกได้นะ</title>
		<link>https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b9%8c-steroid/</link>
		<pubDate>Sat, 07 May 2016 06:50:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[FAQ]]></category>
		<category><![CDATA[ติดสเตียรอยด์ ก็ดีท็อกได้]]></category>
		<category><![CDATA[ดีท็อก]]></category>
		<category><![CDATA[ยาสเตียรอยด์]]></category>
		<category><![CDATA[สารสเตรอย]]></category>
		<category><![CDATA[สารสเตอรอยด์]]></category>
		<category><![CDATA[สารสเตียรอย]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[สเตอรอยด์]]></category>
		<category><![CDATA[สเตียรอย]]></category>
		<category><![CDATA[สเตียรอยด์]]></category>
		<category><![CDATA[แพ้สเตรอย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.mlm-idea-be-rich.com/?p=5331</guid>
		<description><![CDATA[<p>ติด &#8216;สเตียรอยด์&#8217; ก็ดีท็อกได้ เภสัชกรโรงพยาบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b9%8c-steroid/">แม้จะติด &#8216;สเตียรอยด์&#8217; ก็ดีท็อกได้นะ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com">TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</a>.</p>
]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<h1><span style="color: #993300;">ติด &#8216;สเตียรอยด์&#8217; ก็ดีท็อกได้</span></h1>
<p>เภสัชกรโรงพยาบาลแห่งนึงกำลังจ่ายยาให้กับคนไข้โรคหอบหืดที่เพิ่งได้รับการพ่นยาขยายหลอดลมในห้องตรวจฉุกเฉินมา</p>
<p>แพทย์สั่งยาให้ผู้ป่วยรายนี้ 2 อย่างคือ ยาพ่น<span style="color: #808000;"><strong>สเตียรอยด์</strong></span>ให้ใช้ทุกวันเพื่อป้องกันการจับหืดกับยาพ่นขยายหลอดลม หลังจากที่ได้อธิบายการใช้ยาอย่างละเอียด..<span id="more-5331"></span></p>
<p>ลุงแกก็รีบบอกทันทีว่า<span style="color: #808000;"><strong> “ไม่ต้องอธิบายมากก็ได้ </strong></span><span style="color: #808000;"><strong>ลุงไม่เคยใช้ยานี้เลย มันไม่ได้เรื่อง.. ใช้ยังไงก็จับหืดเหมือนเดิม”</strong></span> เลยถามถึงสาเหตุที่ไม่ได้ใช้ยา  ปรากฏว่าหลายเดือนที่แล้วลุงไปรับยาจากร้านยาที่หมู่บ้านมา เป็นยาเม็ดสีชมพูต้องกินวันละ 10 เม็ด (เม็ดละ 4 บาท) กินแล้วไม่จับหืด กินมาเป็นเดือนแล้ว ที่มาหาหมอก็เพราะไม่มีเงินไปซื้อยาที่ว่า</p>
<p>ที่ร้านสั่งไว้ว่าถ้าจับหืดขึ้นมาในช่วงที่ไม่มียาสีชมพูให้ไปรับยาคุณภาพต่ำกว่าที่โรงพยาบาลก่อน</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">       ถึงกับอึ้ง! แค่ฟังก็รู้แล้วว่ายาที่ลุงได้คือยาอะไร? พยายามอธิบายว่าการรักษาโรคหืดในระยะจับหืดนั้นไม่ใช่การรักษาด้วย<strong>สเตียรอยด์</strong>แต่ต้องเป็นการให้ยาขยายหลอดลม เมื่ออาการจับหืดหายไปค่อยใช้ยาพ่นสเตียรอยด์พ่นทุกวัน ร่วมกับหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นการจับหืด </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #666699;">ถ้ามีอาการหอบเหนื่อยหรือจับหืดให้ใช้ยาขยายหลอดลมชนิดพ่น ถ้ายังไม่ดีขึ้นก็ควรมาโรงพยาบาล ซึ่งกรณีนี้แพทย์เจ้าของไข้ทำถูกต้องแล้ว แต่ไม่ว่าจะอธิบายยังไงลุงก็ยังยืนยันไม่ใช้ยาพ่นและจะไปหาเงินซื้อยาเม็ดสีชมพูอยู่ดี</span></p>
<p>        <span style="color: #333300;"><strong>นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผู้ที่ใช้ยาผิดๆ ยังยึดกับการรักษาอาการให้หายโดยไม่สนใจว่าโรคจะหายหรือไม่..!</strong> ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ธุรกิจยาชุด ยาตำโบราณ(เถื่อน) ทั้งหลายรุ่งเรืองเฟื่องฟูมาจนปัจจุบัน</span></p>
<h2><span style="color: #008000;">เกิดอะไรขึ้น? เมื่อเราเจ็บป่วย</span></h2>
<p>การเจ็บป่วยของคนเราที่แสดงออกมารูปแบบต่างๆเช่น อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ไข้ ไอ หอบ และอาการเจ็บปวดต่างๆนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่เชื้อโรคไปทำลายเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ ซึ่งที่จริงแล้วถือว่าเป็นเพียงเล็กน้อย</p>
<p>อาการที่รู้สึกและมองเห็นส่วนใหญ่เกิดจากร่างกายของเราทำเองต่างหาก โดยเป็นปฏิกริยาการตอบสนองของระบบ<span style="color: #808000;"><strong>ภูมิคุ้มกัน</strong></span>ของร่างกายซึ่งตัวหลักๆก็คือ เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ปกป้องเรา</p>
<p>คนเป็นหวัด เชื้อไวรัสก็แค่เข้าไปเกาะทำลายเนื้อเยื่อเพียงเล็กน้อย แต่อาการไข้และเจ็บอักเสบคอแดงที่เป็นสาเหตุของการไม่สบายตัว ระบบ<span style="color: #808000;"><strong>ภูมิคุ้มกัน</strong></span>ของเราเองเป็นตัวการปล่อยสารก่อไข้ และการเจ็บอักเสบทั้งนั้น</p>
<p>ไม่ใช่ว่าร่างกายของเราต้องการทำร้ายตนเองหรอก แต่ว่าการเกิดไข้และการอักเสบเป็นการเร่งให้เกิดการทำลายล้างเชื้อโรคที่บุกรุกให้เร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้หายจากโรคได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็มียาบางตัวที่ถูกนำมาใช้เพื่อยับยั้งการทำงานของเม็ดเลือดขาวเพื่อใช้ประโยชน์ในการรักษานั่นคือ  <span style="color: #808000;"><strong>“ยาสเตียรอยด์” </strong></span>นั่นเอง</p>
<ul>
<li><span style="color: #666699;"><strong>คนมีไข้</strong> ได้ยาไปไข้ก็ลดลงอาการเจ็บเนื้อตัวก็หายไป</span></li>
<li><span style="color: #666699;"><strong>คนปวดข้อ</strong> ปวดเข่าแดงบวมข้อแท้ๆได้ยาตัวนี้ไปแข้อก็ไม่ปวดไม่เจ็บอีก</span></li>
<li><span style="color: #666699;"><strong>เคยเป็นโรคหืด</strong> พอเจออากาศหน้าฝนเข้าไปก็จับหืด แต่พอได้ยานี้ไปถึงฝนจะตกฟ้าจะร้องยังไงก็ไม่จับ สเตียรอยด์จึงเป็น “ยาวิเศษ”จริงๆในสายตาชาวบ้าน ที่ไม่รู้เท่าทันพิษร้ายของมัน</span></li>
</ul>
<p>การที่ร่างกายสามารถรับ<strong>สเตียรอยด์</strong>ได้เนื่องจากร่างกายเองก็มีการสร้าง<strong>สเตียรอยด์</strong>ออกมาเพื่อควบคุมการทำงายของระบบต่างๆในร่างกายอยู่แล้ว โดยมีการควบคุมมาจากสมองส่งมายังต่อมหมวกไต เพื่อให้หลั่งสารสเตียรอยด์ออกมา ซึ่งร่างกายจะนำไปใช้ในการควบคุมการทำงานของระบบต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวเพื่อเอาชีวิตรอด</p>
<h2><span style="color: #008000;"><strong>มารู้จัก &#8216;สเตียรอยด์&#8217; กัน</strong></span></h2>
<p><span style="color: #333300;"><strong>        สเตียรอยด์</strong> เ</span>ป็นชื่อเรียกกลุ่มฮอร์โมนที่ถูกสร้างจากต่อมหมวกไตภายในร่างกายของคนเรา หลักๆ มีอยู่ 2 ชนิด คือ คอติซอล(Cortsol) กับอัลโดสเตอโรน(Aldosterone) จะถูกสร้างสูงสุดตอนตื่นนอน และต่ำสุดตอนที่เรานอน</p>
<p>นอกจากนี้ตอนที่มีความเครียดต่างๆ ไม่ว่าทางร่างกายหรือจิตใจร่างกายก็จะหลั่งสารสเตอรอยด์ออกมามากขึ้นตาม<strong>ธรรมชาติ</strong> เพื่อควบคุมความกดดันเหล่านั้น เชื่อว่าถ้าไม่มีสเตอรอยด์เลย อาจทำให้เราถึงตายได้ทีเดียว</p>
<h2><span style="color: #008000;"><strong>ประโยชน์ของสเตียรอยด์</strong><strong> </strong></span></h2>
<ol>
<li><span style="color: #666699;"><strong>ใช้ทดแทนภาวะขาดฮอร์โมน</strong>จากต่อมหมวกไต ข้ออักเสบเฉพาะที่รุนแรงควบคุมไม่ได้ด้วยยา โดยรับประทาน หรือฉีดเข้าข้อโดยตรง</span></li>
<li><span style="color: #666699;"><strong>หัวใจอักเสบรูมาติก โรคไต</strong> บางชนิด เช่น Nephrotic syndrome,Glomerulonephritis,</span></li>
<li><span style="color: #666699;"><strong>โรคเกี่ยวกับคอลลาเจน</strong>บางชนิด เช่น Polymyositis, Polyarteritis nodusa, SLE,โรคภูมิแพ้ที่รุนแรง ควบคุมด้วยยามาตรฐานแล้วไม่ได้ผล เช่น หอบหืดอย่างรุนแรง โรคปอดเรื้อรัง ส่วนใหญ่ใช้รูปของยาพ่น กิน หรือ ฉีด โรคตา ในรูปหยอด หรือป้ายตา โรคผิวหนังผื่นแพ้ จะเป็นยาทาเฉพาะที่</span></li>
<li><span style="color: #666699;"><strong>โรคทางเดินอาหาร</strong> ได้แก่ Ulcerative colitis, Crohn’s disease โรคตับ Subacute Hepatic Necrosis, Chronic active Hepatitis, ตับอักเสบจากแอลกอฮอล์และตับแข็งในสตรีที่ไม่ดื่มสุรา โรคมะเร็งในโรค Lymphoblastic Leukemia</span></li>
<li><span style="color: #666699;"><strong>มะเร็งเต้านม</strong> ป้องกันการอาเจียนในผู้ที่ได้รับยาต้านมะเร็ง</span></li>
<li><strong><span style="color: #666699;">ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง โรคโลหิตจาง</span></strong></li>
<li><span style="color: #666699;"><strong>ใช้กับการปลูกถ่ายอวัยวะ</strong> เพื่อให้เกิดการยอมรับอวัยวะผู้อื่นดีขึ้น</span></li>
</ol>
<h2><span style="color: #008000;"><strong>พิษร้ายสเตียรอยด์</strong></span></h2>
<p>แม้ว่าในทางการแพทย์<strong><span style="color: #808000;"> &#8216;สเตียรอยด์&#8217; </span></strong>จะมีคุณประโยชน์ในการรักษาอันมากมาย แต่ไม่ควรซื้อยานี้ใช้เองโดยไม่มีแพทย์คอยดูแล เนื่องจากผลข้างเคียงของสเตียรอยด์นั้นมีมากมายเช่นกัน..</p>
<ol>
<li><span style="color: #666699;"><strong>เลือดออกในกระเพราะอาหาร </strong>เนื่องจากสเตียรอยด์ไปทำให้ผนังกระเพาะอาหารและลำไส้บางลงและเสียความสามารถในการป้องกันกรดในทางเดินอาหารที่หลั่งมาเพื่อย่อยอาหารได้ดังนั้นหากใช้สเตียรอยด์ไปนานๆผนังทางเดินอาหารก็จะบางตัวลงจนถึงขั้นทะลุ และมีแผลเลือดออกได้ ถ้ารับการรักษาไม่ทันท่วงทีก็เสียชีวิต</span></li>
<li><span style="color: #666699;"><strong>กระดูกบาง </strong>การใช้สเตียรอยด์จะไปกระตุ้นเซลล์ในกระดูกชนิดหนึ่งร่วมกับกระตุ้นระบบฮอร์โมน ทำให้กระดูกละลายบางลง ซึ่งในคนสูงอายุก็จะลงท้ายด้วยโรค<strong>กระดูกพรุน</strong>และเกิดกระดูกหักได้ง่าย</span></li>
<li><span style="color: #666699;"><strong>ร่างกายหยุดสร้างเสตียรอยด์ </strong>เพราะได้สเตียรอยด์จากภายนอกไปมากพอแล้ว และหากวันใดไม่ได้รับสเตียรอยด์จากภายนอกเข้าไป แล้วเจอเรื่องเครียด(เจ็บป่วย อดอาหาร เครียด) ร่างกายก็จะขาดสเตียรอยด์อย่างฉับพลัน ทำให้ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน อาจทำให้ความดันโลหิตตกลงฉับพลัน หมดสติและเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว</span></li>
<li><span style="color: #666699;"><strong>กดภูมิคุ้มกันของร่างกาย </strong>บดบังอาการติดเชื้อต่างๆ เมื่อร่างกายติดเชื้อก็จะไม่มีอาการเจ็บไข้ให้เห็น ทำดูเหมือนสบายดี และเนื่องจากสเตียรอยด์กดภูมิคุ้มกันของร่างกายเอาไว้ ดังนั้นกว่าจะรู้ตัวอีกทีเชื้อโรคก็เจริญเติบโตเริงร่าไปทั่วร่างกายแล้ว ซึ่งอาจทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้</span></li>
<li><span style="color: #666699;"><strong>ยับยั้งการเติบโตในเด็ก </strong>ทำให้เด็กเติบโตช้าและหยุดสูงเร็วกว่าปกติ อันนี้ไม่ถึงขั้นเสียชีวิตนะ แต่เลี้ยงไม่โต</span></li>
<li><span style="color: #666699;"><strong>น้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงในผู้ป่วยเบาหวาน </strong>หรืออาจทำให้ระดับน้ำตาลควบคุมได้ยาก หากน้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับที่สูงมากอาจทำให้ช็อคและเสียชีวิตได้</span></li>
</ol>
<p>โดยปกติ <strong>ยาสเตียรอยด์ ถูกจัดเป็นยาควบคุมพิเศษ </strong>ไม่สามารถขายได้ถ้าไม่มีใบสั่งแพทย์ โดยทั่วไปก็ไม่มีหมอคนไหนสั่งสเตียรอยด์ให้คนไข้สุ่มสี่สุ่มห้าเพราะว่า ผลสุดท้ายที่ออกมาก็คือการรักษาจะไม่ดีขึ้นในระยะยาว</p>
<p>ผู้ที่ใช้สเตียรอย์มาต่อเนื่องยาวนานส่วนใหญ่จะมีความเชื่อว่าเภสัชกรหรือแพทย์นั่นแหละที่แอบจ่ายยาสเตียรอยด์ให้เขาโดยไม่บอก และไม่รู้ว่าตัวเองไปโดนมาจากไหน? หรือไม่เชื่อว่าตัวที่ใช้อยู่นั่นแหล่ะที่ผสมสเตียรอยด์</p>
<h2><span style="color: #008000;"><strong>แหล่งสเตียรอยด์ที่สำคัญของคนไทย</strong></span></h2>
<p>ก่อนอื่นต้องขอบอกเลยว่าไม่ได้มีเจตนาดูถูกภูมิปัญญาชาวบ้าน เพราะที่ดีก็มีอยู่จำนวนมาก แต่เนื่องจากพ่อค้าบางรายชอบหยิบเอาประเด็น<span style="color: #808000;"><strong>สมุนไพร</strong></span>และภูมิปัญญาชาวบ้านมาแอบอ้างเวลาทำการโฆษณาขายยาตามหมู่บ้าน แบบไม่ลงทุนก็ขายเป็นยาลูกลอน ลงทุนหน่อยก็ขายเป็นยาหม้อ</p>
<ul>
<li><span style="color: #666699;"><strong>ยาลูกกลอน</strong>ที่ว่าก็เอาพืชผักอะไรไม่รู้ บางทีก็เป็น<strong>สมุนไพร</strong>จริงนำมาตากแห้งบดเป็นผงละเอียดมาปนกับผงยา<strong>สเตียรอยด์</strong> จากนั้นผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลมๆเป็นอันเสร็จพิธี พ่อค้าที่ฉลาดบางรายจึงเปลี่ยนใหม่เป็นการนำสมุนไพรซึ่งส่วนใหญ่เป็นกิ่งไม้ข้างทาง เถาไม้เลื้อย ใบไม้แห้งต่างๆมารวมกัน เอาไปผ่านกรรมวิธีอาบน้ำยาสเตียรอยด์ ก่อนนำไปตากแห้งแล้วแต่งสีให้ดูปกติ เอามารวมเป็นชุดๆขาย ก็เท่ากับดื่มยาสเตียรอยด์เข้าไปแล้ว</span></li>
</ul>
<ul>
<li><span style="color: #666699;"><strong>ยาพระ</strong> สเตียรอยด์อาจอยู่ในอีกรูปแบบโดยอ้างว่าเป็นยาพระโดยมีทั้งพระจริง และพระเช่นการอ้างเกจิอาจารย์ดังๆ ในอดีต หรืออุปโลกน์พระที่ไม่มีตัวตนขึ้นมาแล้วอ้างตำราของท่านเหล่านั้น ถ้าอ้างให้เชื่อถือก็อ้างส่วนผสมแล้วใช้คำไทยๆ เช่น เกสรทั้ง 5 รากทั้ง 6 ลำต้นทั้ง 7 อะไรทำนองนี้เอาแปะไว้ที่หน้าห่อ </span></li>
</ul>
<ul>
<li><span style="color: #666699;"><strong>ยาชุด </strong>ยาชุดในที่นี้ไม่ใช่ชุดที่รับจากแพทย์หรือเภสัชกรซึ่งมีการระบุชื่อไว้อย่างชัดเจน ให้นึกถึงยาหลากหลายสีในถุงยาใสเล็กๆวิธีกินคือ กินทีละซองขายตามร้านของชำ ปั๊มเล็กๆ หรือร้านยาที่ไม่มีเภสัชกรประจำร้าน อ้างสรรพคุณครอบจักรวาลทั้งแก้ปวดเมื่อย กษัยเส้น ช่วยเจริญอาหาร ที่ร้ายไปกว่าคือ อ้างสรรพคุณว่าเป็นยาบำรุง ไม่ใช่ยาชุด</span></li>
</ul>
<ul>
<li><span style="color: #666699;">สรุปว่าไม่ว่าจะเป็นยาอะไรจากใครก็ตาม หากคุณเห็นว่าใส่รวมๆกันไม่มีชื่อยาก็ควรถามชื่อยา จากคนที่เอายาให้ก่อนเพราะเป็นสิทธิของผู้ป่วยที่ควรทราบ แต่ถ้าถามชื่อยาแล้วตอบแค่ว่าเป็นยารักษาอาการอะไร ประมาณว่ายาลดปวด ยาลดบวมข้อ ยาเส้น ยาแก้ไอ เป็นต้น ก็ให้คิดเผื่อใจไว้เลยว่าใช่</span></li>
</ul>
<ul>
<li><span style="color: #666699;"><strong>ยานี้มี อย.</strong> การนำเสนอแบบนี้นับเป็นรูปแบบใหม่ที่กำลังนิยม มีทั้งบอกปากเปล่าหน้าตาเฉยว่า <strong>“ยาของเราไม่ผสมสเตียรอยด์ และได้รับการรับรองจากอย.แล้ว”</strong> หรือที่ร้ายกว่านั้นก็ทำตราอย.ปลอมเองซะเลย ซึ่งเป็นกลอุบายหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยมาเถียงกับแพทย์ว่าไม่ได้กินสเตียรอยด์หรอกเพราะมี อย. แต่พอนำไปทดสอบจริงก็จะพบสารสเตียรอยด์</span></li>
</ul>
<p><span style="color: #993300;">       <strong> ยาสเตียรอยด์มีประโยชน์ในทางการแพทย์มากมาย แต่ผลข้างเคียง(พิษ) ของยานี้ก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน จึงไม่ควรซื้อมาทานเองใช้เองโดยเด็ดขาด</strong></span></p>
<h2><strong><span style="color: #008000;">ติดเสตียรอยด์ไปแล้ว ทำยังไงดี?</span></strong></h2>
<p><span style="color: #993300;"><strong>       เมื่อเกิดการติดเสตียรอยด์เข้าแล้ว หนทางแก้คุณต้องเลือกว่า “จะเอาเสตียรอยด์ออกดีหรือเอาไว้” เพราะมีผลข้างเคียงทั้งสองอย่าง แต่การเอาออกเราจะได้ความปลอดภัยและสุขภาพที่ดีกลับคืนมาในระยะยาว ไม่ต้องตกเป็นทาสเสตียรอยด์อีกต่อไป..</strong></span></p>
<p><span style="color: #993300;"><strong>       เนื้อวุ้นของสมุนไพรว่านหางจระเข้นี่แหล่ะ.. มีฤทธิ์ในการดูดซับสารพิษ สารตกค้างได้อย่างยอดเยี่ยม สามารถใช้ทานหรือทาเพื่อดีท็อกสารพิษหรือล้างสารเสตียรอยด์ออกจากร่างกายได้</strong></span></p>
<h5><em><span style="color: #808080;">คลิป : ดีท็อกสารพิษด้วย<a title="เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ น้ำว่านหางจระเข้ S VERA PLUS" href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e-s-vera-plus/" target="_blank">น้ำว่านหางจระเข้ S Vera plus</a></span></em></h5>
<p><center><iframe src="https://www.youtube.com/embed/T9kNNCC3KP8" width="383" height="287" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe></center></p>
<p style="text-align: center;"><a title="น้ำว่านหางจระเข้ S VERA PLUS" href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89-s-vera-plus/" target="_blank"><strong>&gt;&gt; ดีท็อกเสตียรอยด์ด้วยน้ำว่านหางจระเข้ &lt;&lt;</strong></a><br />
<a title="ทำไมทาเจลว่านหางจระเข้ S vera แล้วรู้สึกร้อนและแสบผิวหน้า?" href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/faq/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b9%8c-s-vera/" target="_blank"><strong> &gt;&gt; กำจัดเสตียรอยด์ด้วยเจลว่านหางจระเข้ &lt;&lt;</strong></a><br />
<a title="“ดีท็อกซ์” อย่างไรให้ปลอดภัย" href="http://www.mlm-idea-be-rich.com/faq/%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%8b%e0%b9%8c-safety-detox/" target="_blank"><strong> &gt;&gt; ดีท็อกยังไง ให้ปลอดภัย &lt;&lt;</strong></a></p>
<div class="hatom-extra" style="display:none;visibility:hidden;"><span class="entry-title">แม้จะติด &#8216;สเตียรอยด์&#8217; ก็ดีท็อกได้นะ</span> was last modified: <span class="updated">มิถุนายน 28th, 2016</span> by <span class="author vcard"><span class="fn">admin</span></span></div><p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com/faq/%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b9%8c-steroid/">แม้จะติด &#8216;สเตียรอยด์&#8217; ก็ดีท็อกได้นะ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.tisatrendy.com">TisaTrendy : Wellness &amp; Smart Living</a>.</p>
]]></content:encoded>
			</item>
	</channel>
</rss>
